FashionShow : Doctor of Fine Arts (DFA) – ปริญญาเอกจุฬา สาขาศิลปกรรมศาสตร์
Academy : Chulalongkorn University
Venue : Chulalongkorn U.
Date/Time : 28 February 2011, 18.00

Doctor of Fine Arts (DFA)- ปริญญาเอกจุฬา สาขาศิลปกรรมศาสตร์

Story by Jade
Photo by Banhan

เนื่องด้วยหลักสูตรคณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2525 โดยมีหลักสูตรแบ่ง โดยมีหลักสูตรแบ่งออกเป็น 4 ภาควิชา ได้แก่ ภาควิชาทัศนศิลป์ ภาควิชานฤมิตศิลป์ ภาควิชาดุริยางคศิลป์ และภาควิชานาฏศิลป์ ซึ่งในปี ซึ่งในปี 2551 ที่ผ่านมา ได้เปิดหลักสูตรศิลปกรรมศาสตรดุษฎีบัณฑิตรุ่นที่ 1 โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะผลิตบุคลากร ศิลปกรรมศาสตร์ ในสายงานศิลปกรรมศาสตร์ ที่มีความรู้และความเชี่ยวชาญขั้นสูงให้แก่สังคม และวงการทางศิลปกรรม มาโดยตลอดอย่างต่อเนื่องในระดับปริญญาตรี และปริญญาโท

ทั้งนี้ในการสำเร็จการศึกษาของนิสิตดุษฎีบัณฑิต รุ่นที่ 1 นั้น ต้องมีการจัดนิทรรศการ เพื่อแสดงถึงผลสำเร็จและศักยภาพ ของการศึกษาโดยการจัดนิทรรศการศิลปกรรมศาสตร์ ปริญญาดุษฎีบัณฑิตครั้งนี้จะจัดภายใต้โครงการชื่อ “Art Culture & Innovation” เป็นการนำเสนอความคิดสร้างสรรค์ทางศิลปกรรม ด้วยจินตนาการจากมนุษย์สู่นวัตกรรมสิ่งใหม่ โดยเป็นผลงานด้านการออกแบบแฟชั่นและออกแบบเรขศิลป์ของนิสิตดุษฎีบัณฑิตรวมทั้งสิ้น 3 คน ทั้งนี้โดยในสาขาแฟชั่น เป็นผลงานการจัดแสดงแฟชั่นโชว์ดุษฎีบัณฑิต ของ ผศ.พัดชา อุทิศวรรณกุล ภายใต้ Collection “Urban Transform” ซึ่งเป็นดุษฎีบัณฑิตทางด้านแฟชั่นคนแรกของประเทศไทย ด้วยเหตุนี้ทางหลักสูตรดุษฎีนิพนธ์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทำพิธีเปิดงานในวันจันทร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา 17.00 น. ณ อาคารพิพิธภัณฑ์มหาวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Interview : อาจารย์ พัดชา (เสนาณรงค์) อุทิศวรรณกุล – อาจารย์ประจำ สาขาวิชาแฟชั่นและสิ่งทอ ภาควิชานฤมิตศิลป์ คณะศิลปกรรมศาสตร์, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

หัวข้อในการทำปริญญาเอก

อัตลักษณ์ตราสินค้าแฟชั่นที่ปรับเปลี่ยนรูปแบบได้ สำหรับคนวัยทำงานในกรุงเทพมหานคร

BRAND IDENTITY TRANSFORMABLE FASHION FOR WORKING AGES IN BANGKOK.

โดย ผศ.พัดชา อุทิศวรรณกุล

ปัจจุบันการดำรงชีวิตของคนในเมืองใหญ่เช่นกรุงเทพมหานคร ต้องเผชิญกับสภาวะอากาศที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา อันเนื่องจากวิถีชีวิตที่ต้องอยู่อาศัยในเมืองและจากปัญหาสภาวะโลกร้อนที่ทำให้อุณภูมิของโลกสูงขึ้น ส่งผลกระทบกับสภาวะอากาศในประเทศต่างๆ ทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยด้วยเช่นกัน จากการสำรวจพบว่ากลุ่มประชากรวัยทำงานเป็นกลุ่มที่ต้องเผชิญกับสภาวะอากาศที่เปลี่ยนแปลงมากเนื่องจากมีกิจวัตรประจำวันที่ต้องเดินทางผ่านสภาวะอากาศร้อนและเย็นสลับกันเป็นระยะ อาทิเช่นอากาศร้อนหรือฝนตกจากภายนอกอาคาร สลับกับอากาศเย็นจากเครื่องปรับอากาศระหว่างการเดินทางและในสถานที่ทำงานหรือในช่วงระหว่างวันทำงาน รวมถึงการมีรูปแบบการดำเนินชีวิตหลังเลิกงานที่ต้องเดินทางในเวลากลางคืนหรือพบปะสังสรรค์ ส่งผลให้ในระหว่างวันกลุ่มคนวัยทำงานนี้ต้องเผชิญกับสภาวะอากาศที่แปรปรวนได้ตลอดวัน ซึ่งจากปัญหาดังกล่าวข้างต้นเห็นได้ว่าสิ่งสำคัญอันเป็นปัจจัยในการดำเนินชีวิตของคนวัยทำงานที่สามารถตอบสนองรองรับต่อสภาวะอากาศที่ต้องเผชิญนั้นได้แก่เครื่องแต่งกาย โดยควรมีรูปแบบที่สามารถปรับเปลี่ยนเพื่อตอบสนองต่อสภาวะอากาศที่เปลี่ยนแปลง และตอบสนองต่อรูปแบบการดำเนินชีวิตในระหว่างวันทำงานและช่วงเวลากลางคืน ซึ่งจากการศึกษาวิเคราะห์ตลาดสินค้าแฟชั่นในปัจจุบัน พบว่ายังขาดเครื่องแต่งกายที่มีอัตลักษณ์ด้านการปรับเปลี่ยนที่ตอบสนองต่อเรื่องดังกล่าว โดยเมื่อพิจารณาถึงผลกระทบและสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน สิ่งสำคัญคือการปรับตัวหรือการปรับเปลี่ยนที่สามารถตอบสนองต่อการดำรงชีวิตให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมและสภาวะอากาศ ดังนั้นผู้วิจัยจึงได้ศึกษาวิเคราะห์ถึงข้อมูลที่เกี่ยวกับทฤษฎีการปรับเปลี่ยน การปรับเปลี่ยนของสิ่งมีชีวิต(Adaptation) ได้แก่ พืช สัตว์เซลเดียว สัตว์และแมลง และการปรับเปลี่ยนที่มนุษย์สร้างขึ้น (Man-Made) ได้แก่ เทคนิคในงานกราฟฟิค เทคนิคในงานเฟอร์นิเจอร์ เทคนิคในงานสถาปัตยกรรม อันนำมาซึ่งกรรมวิธีที่สามารถประยุกต์เข้ากับการออกแบบเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายที่ตอบสนองต่อสภาวะอากาศที่เปลี่ยนแปลงเฉียบพลัน นอกจากนี้ผู้วิจัยได้ศึกษาถึงเทคนิคการเปลี่ยนสีโดยการเรืองแสงโดยมีที่มาจากการเรืองแสงของสัตว์เซลเดียวเช่น นอติลูกา (Notiluca) และโกนีออแลกซ์ (Gonyaulax) ที่เป็นการปรับเปลี่ยนสีเพื่อป้องกันภัยหรือดึงดูดความสนใจ ซึ่งในวิถีชีวิตของคนวัยทำงานในกรุงเทพมหานครนั้น มีรูปแบบการดำเนินชีวิตหลังเลิกงานที่ต้องเดินทางบนท้องถนนยามค่ำคืน ฉะนั้นเครื่องแต่งกายควรออกแบบให้ช่วยตอบสนองประโยชน์ใช้สอยในการมองเห็นในที่มืดเพื่อสร้างความปลอดภัย

ทั้งนี้จากการศึกษาวิเคราะห์ถึงกรรมวิธีการปรับเปลี่ยนสามารถสรุปกรรมวิธีที่นำมาประยุกต์ใช้ในการสร้างอัตลักษณ์ตราสินค้าแฟชั่นที่ปรับเปลี่ยนรูปแบบได้ ได้แก่ การพับ(Folding) การม้วน(Spining) การซ้อน(Stacking) การคลี่กาง(Furling) การปรับระดับ(Adjustable) การพลิกกลับ(Flip/Switch) การยื่นออก(Extention) การถอดประกอบ(Modular) การสลายโครงสร้าง(Deconstruction) และการเรืองแสง(Fluorescent) ควบคู่กับการเลือกใช้วัสดุได้แก่การเลือกใช้ผ้าและนวัตกรรมผ้าที่ตอบสนองต่อสภาวะอากาศที่แปรปรวนเฉียบพลัน อาทิเช่นผ้าคูลโมด (Cool-mode) ผ้าคูโปร(Cupro) ซึ่งกล่าวได้ว่าเป็นการสร้างอัตลักษณ์จำเพาะของตราสินค้าเครื่องแต่งกายที่สามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบได้ภายใต้ตราสินค้า “URBAN TRANSFORM” เพื่อเป็นการตอบสนองต่อสภาวะอากาศที่เปลี่ยนแปลง สำหรับหรับคนวัยทำงานในกรุงเทพมหานคร รวมถึงสามารถตอบสนองต่อกระแสสังคมในเรื่องปัญหาสภาวะโลกร้อน อันนำมาซึ่งความเป็นนวัตกรรมทางแฟชั่นในปัจจุบัน

——————————————————–

ความต่างในการเรียนปริญญาเอก คือ เป็นงานวิจัยเชิงสร้างสรรค์ ฉะน้้นการค้นหาทฤษฏิใหม่เพื่อสร้างนวัตกรรม เมื่อได้สิ่งเหล่านั้น ก็ควรนำมาหาความเป็นอัตลักษณ์เฉพาะ ของตัวดีไซน์ ซึ่งจะสื่อในเชิงธุรกิจด้วยว่าจะเป็นอัตลักษณ์ของแบรนด์อย่างไร นี่ความต่างของป.ตรี และป.โท

ป.ตรีเป็นการศึกษา เอาโจทย์มาประยุกต์กับการออกแบบ ส่วนป.โท เน้นไปที่ดีไซน์ว่า ออกแบบมาแล้วนั้น สามารถตอบสนองต่อตลาดอย่างไร สำหรับปริญญาเอก คือการคิด theory ใหม่ๆขึ้นมาแก้ปัญหา และสร้างนวัตกรรมเชิงโครงสร้าง และสิ่งที่สร้างขึ้น ควรตอบโจทย์ความเป็น Brand Identity

news body



On First Page 1 2 3 4 5

Page : « Back Next Big Images »