Article : Pha Thai, ผ้าไทย – Na Pho
ศูนย์หัตถกรรมพื้นบ้านอำเภอนาโพธิ์

บทความ เกี่ยวกับผ้าไทย
โดย ณัฐวรรษ (หยก) เจียรนันทะ

ศูนย์หัตถกรรมพื้นบ้านอำเภอนาโพธิ์, จังหวัด บุรีรัมย์

ประวัติและการบริหารจัดการ

อำเภอนาโพธิ์, จังหวัดบุรีรัมย์ – ชาวบ้านมีอาชีพทำนาเป็นอาชีพหลัก และปลูกหม่อนเลี้ยงไหม และทอผ้าเป็นอาชีพเสริมมานาน โดยเฉพาะในกลุ่มสตรีมีการประกอบอาชีพทอผ้าไหมทุกหมู่บ้านในพื้นที่อำเภอนาโพธิ์ โดยนำออกไปจำหน่ายในต่างจังหวัดและอำเภอ รวมทั้งเข้าประกวด ในระดับจังหวัดและระดับภาค ได้รับรางวัลชนะเลิศ ทำให้ผ้าไหมนาโพธิ์เป็นที่รู้จักของคนทั่วไป

ในปี พ.ศ.2516 สมาชิกได้เข้าเป็นสมาชิกสวนจิตรดา กรุงเทพฯ ผ้าไหมมัดหมี่จำหน่ายให้กับสวนจิตรดาจนถึงปัจจุบัน

ในปี พ.ศ.2532 ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากศูนย์ศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ สร้างศูนย์หัตถกรรมทอผ้าไหมมัดหมี่ จำนวน 1 แห่ง และเริ่มได้การสนับสนุนงบประมาณ และการจัดการด้านบริหารจากหน่วยงานพัฒนาชุมชนมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2537

และในปี พ.ศ.2542 กลุ่มสตรี อำเภอนาโพธิ์เริ่มมีการฝึกอบรมสมาชิก ในด้านการพัฒนาคุณภาพ โดยขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากโครงการ SIF ธนาคารออมสิน และได้รับงบประมาณจากคณะกรรมการประสานงานโครงการ อันเนื่องมาจากพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (กปร.) ก่อสร้างศูนย์หัตถกรรมพื้นบ้านอำเภอนาโพธิ์เป็นการส่งเสริมการประกอบอาชีพ แก่สมาชิกแบบครบวงจร ปัจจุบันใช้สีย้อมเคมี และรับซื้อเส้นไหมจากแหล่งต่างๆ

ประธานกลุ่ม คือ แม่ประคอง กาสะฐิติ (Prakong Pasatthiti), อยู่ที่ 9 หมู่ที่ 13 ต.นาโพธิ์ จ.บุรีรัมย์ 31230 หรือ ติดต่อที่เบอร์ 081-967-3849

การเดินทางเข้าสู่อำเภอนาโพธิ์ ค่อนข้างไกลเมื่อนับจากการเดินทางเข้าสู่ตัวเมืองบุรีรัมย์ เพราะอำเภอนาโพธิ์ อยู่ทางทิศเหนือของจังหวัดบุรีรัมย์ ติดกับจังหวัดขอนแก่น และมหาสารคาม ถ้าได้เข้าทางนี้ จะสะดวกกว่า

ชื่อเต็มคือ ศูนย์หัตถกรรมพื้นบ้านอำเภอนาโพธิ์ โครงการพระราชดำริสมเด็จพระเทพฯ

มีผ้าขาวม้า ผ้าโสร่ง ซึ่งเป็นผ้าไหมอย่างเดียว ที่นี่ไม่ทำผ้าฝ้าย แต่จะมีขายบ้าง เพราะนำมาจากจังหวัดใกล้เคียง

ช่วงแรกก็เป็นธรรมดา ลายโบราณ เช่น ลายกีบบุก, ลายขอห้า, ลายช่องพลู, ลายบันไดสววค์, ลายพญานาค ฯลฯ ต่อมาจึงได้พัฒนาเป็นลายประยุกต์มากขึ้น เช่น ลายไก่, ลายนก, ลายพื้นบ้านทั่วไป เพราะว่า การออกตลาแต่ละครั้ง เราจะได้รับกระแสตอบรับต่างๆนาๆ และนำกลับมาประชุมกัน ทำให้ทราบว่า กระแสตลาดที่ต้องการนั้น คือ ลวดลายสมัยใหม่ที่มีการประยุกต์ในรูปแบบต่างๆกันออกไป รวมไปถึงคำแนะนำจากภาครัฐ ที่เข้ามาช่วยเรื่องสีต่างๆ เทคนิคต่างๆที่ช่วยทำให้สีไม่ตก ไม่ว่าจะเป็นสีธรรมชาติ และสีเคมี (ไม่เป็นพิษต่อผู้บริโภค)

ผ้าในช่วงเริ่มต้น ก็ยังคงเป็นผ้าผืน และได้พัฒนามาเป็นสินค้าสำเร็จรูป เช่นเสื้อผ้าสำหรับผู้ชาย และผู้หญิง ที่ใช้ในทางการ และสวมใส่ลำลอง รวมถึงกระเป๋า, ผ้าพันคอ, พวงกุญแจ ซึ่งถือว่าเป็นการนำ ผ้ามาใช้ประโยชน์อย่างแท้จริง เพราะผ้าเหล่านี้มีหลายส่วน ที่เป็นเศษผ้า ที่เหลือใช้จากการตัดเสื้อผ้าสำเร็จรูป

สินค้าที่ขายดี คือ ผ้าพันคอ และผ้าสไบ รองลงมาคือ ผ้าไหมมัดหมี่ สำหรับผ้าพันคอ และผ้าสไบ จะถูกนำไปส่งออก ไปต่างประเทศ โดยมีฝ่ายตลาด หรือพ่อค้าคนกลาง มารับซื้อ นำไปใส่หีบห่อให้สวยงาม ส่งออกไปยังต่างประเทศ ทั้ง อเมริกา, ญี่ปุ่น และยุโรป 5-6ประเทศ โดยจะต่างกับผ้าในบ้านเรา ตรงที่ ผ้าผันคอ และผ้าสไบที่ส่งออก จะใช้เส้นใหญ่ เนื้อหนาให้เข้ากับอากาศบ้านเขา ในขณะที่บ้านเรา เน้นผ้าเบาโปร่งสบาย

สมาชิกในกลุ่มทอผ้า มีจำนวน 300กว่าคน กระจายตามหมู่บ้านในจังหวัด ทอตามบ้านตนเอง แต่ต้องย้อมจากกลุ่มเท่านั้น เพื่อควบคุมสีให้อยู่ระดับเดียวกัน จากนั้นจึงนำเส้นไหมไปทอตามบ้าน

ในการออกแบบผลิตภัณฑ์ จะมีทั้งในส่วนของลูกค้า ที่ระบุรูปแบบมาให้ และเป็นการออกแบบกันเองภายในกลุ่ม เพราะต่างก็มีประสบการณ์จากการที่ได้พูดคุยกับลูกค้าในที่ต่างๆ

On First Page 1 2 3 4 5 6

Page : « Back Next Big Images »