Editor’s Talk : Economic – Thai, China and World = April 14

ความหนักเบาของเศรษฐกิจ เชื่อว่าหลายคนก็พอจะทราบๆกันบ้าง ว่ามีผลกระทบต่อเงินในกระเป๋าของเรามากน้อยแค่ไหน และถ้ามองภาพวงกว้างๆ จะเป็นอย่างไร ไม่ต้องชี้แนะอะไรให้มากความ แต่ก็นะ

อันที่จริง อยากพูดคุยตั้งแต่เดือนมกราคม เพราะสัญญาณ มาตั้งแต่ต้นปี ในแบบว่า ปีนี้ปีหน้า คงเห็นผลในลักษณะกลัวกันไปเอง และอาจเป็นจริง ไม่มีใครฝันธงลงไปได้

เรื่องมีอยู่ว่า ในโลกเรา เราก็ชอบพึ่งพิงเศรษฐกิจโลก เมื่อเจอวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ เราเป็นไงหล่ะ, เมือเจอวิกฤตกรีซ หรือยุโรปฟุบหนัก เราเป็นไงบ้าง โดยทั่วไปก็จะหันตลาดไปสู่ประเทศที่ยังไม่พัง หรือประเทศเกิดใหม่ (อย่างเรา) เมื่อยุโรปพัง ตลาดวิ่งไปจีน ตอนนี้เมกา และยุโรปเริ่มหายป่วยไข้ โรคกลับรุมล้อมประเทศจีน  จีนสำคัญแค่ไหน ใหญ่แค่ไหน อันนี้ผมบอกไม่ถูก ไม่รู้จะเปรียบกับอะไร  ก็อาจต้องดูว่า บ้านเรานำเข้า/ส่งออกไปจีนมากน้อยแค่ไหน

เมื่อยุโรปฟุบ บ้านเราก็เป็นแหล่งที่เขามุ่งเข้ามา เมื่อเจอตอการเมือง จะหนีไปไหนได้ จีนก็แย่ รอบข้างบ้านเราหรอ?  ผมว่านะ เรากำลังโดนตีล้อมกรอบ กับตีตัวเอง ปักลิ่มทำร้ายตัวเอง มีลิ่มอันนึง ทุกคนช่วยกันเหยียบลงไป กระทืบลงไป ซักวันแผ่นดินก็จะแยกตามแรงเท้าที่ลงบนลิ่ม  แต่โดยนิสัยคนไทย ไม่ยอมรับหรอว่าเป็นคนกระทืบ  ผมเองก็เลี่ยงที่พูดตลอดมา แต่ก็นึดนึงนะ

ในช่วงนี้ เงินในกระเป๋าก็ไม่รู้ว่า มากน้อยอย่างไร สำหรับตัวทีมและตัวผม กินแกลบมาตลอด 3เดือน พึ่งจะได้หายใจก็ช่วงจัดงานอีเว้นส์ไดบ้างในกลางเดือนมีนาคม สรุปว่าตัวแดง และคงไม่อาจหักกลับลบหนี้ลงได้อีกหลายเดือน เพราะวิกฤตทำให้ไม่รู้ว่าจะหนีไปหารายได้ที่ไหนดี  แฟชั่นวีคก็ยกเลิกหมด งานต่างๆก็ลดงบประมาณ  อยากได้สัญญาณข่าวดีบ้าง

ไม่มีอะไรช่วยได้ นอกจากมาดู Ship จมหายไปกับกระแสความเกลียดชัง

อีกหนึ่งเรื่องที่ยังไม่มีความก้าวหน้า คือ Thesis Fashion Week เพราะช่วงนี้เป็นช่วงจบของนักศึกษา  บางทีก็ได้มีโอกาสพูดคุยกับอาจารย์ เสนอแนวความคิดต่างๆนาๆไป อุปสรรคอันยิ่งใหญ่ คือ ไม่มีเงิน และไม่มีเจ้าภาพ  ก็จะพยายามอัพเดทให้เรื่อยๆนะครับ

ขอบคุณครับ,
หยก และทีมงาน