‘ตาติดจอ’ กลายเป็นไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่ในสังคม เพราะพฤติกรรมการใช้สายตาเป็นระยะเวลานานติดต่อกัน ไม่ว่าจะเป็นการอัพเดทข้อมูลข่าวสารต่างๆ การแชต การดูหนัง ผ่านทางมือถือ   สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต คอมพิวเตอร์ ทำให้ดวงตาต้องทำงานหนักตลอดทั้งวัน ถึงเวลาแล้วที่เราต้องใส่ใจดูแลดวงตาของเราเป็นพิเศษด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์เพื่อดวงตาโดยเฉพาะ

พญ.นลินี ไพบูลย์ บอสหญิงแห่งกิฟฟารีน เปิดเผยว่า “เพราะเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป ความไวของการสื่อสาร ทำให้พฤติกรรมของคนทั้งโลกกระหายที่จะรับข้อมูลข่าวสารมากขึ้น ทุกที่ ทุกเวลา พฤติกรรม “ตาติดจอ” ก็เลยคืบคลานเข้ามาสู่คนยุคใหม่อย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นจอคอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต หรือสมาร์ทโฟน จากหลากหลายกลุ่ม คนทำงาน นักเรียน นักศึกษา อาจารย์ นักร้อง นักดนตรี แม้แต่การสนทนาในปัจจุบันยังนิยมใช้แอพพลิเคชั่นแทนการใช้เสียงที่แพร่หลายมากในปัจจุบัน เช่น ไลน์ (LINE) เฟซบุ๊ค (Facebook) อินสตาแกรม (Instagram) ฯลฯ เทคโนโลยีเหล่านี้ทำให้เกิดการใช้ดวงตาทำงานมากกว่าสมัยเมื่อ 10-20 ปีที่แล้ว ส่งผลให้คนในยุคนี้มีโรคทางสายตาเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะคนที่มีอายุน้อยเช่น โรคจุดรับภาพเสื่อม (Age-related Macular Degeneration) ซึ่งเป็นอาการของโรคที่ทำให้ความสามารถในการมองเห็นลดลง เกิดการมองภาพบิดเบี้ยวไป เหมือนมีจุดดำบังตรงกลางภาพ ส่งผลให้มองภาพตรงกลางไม่ชัด หรือโรคต้อกระจก คือ ภาวะที่กระจกตาหรือเลนส์ตาขุ่น ทำให้แสงไม่สามารถผ่านเข้าไปในตาได้ตามปกติ สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากความเสื่อมตามวัย โดยเฉพาะในผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป แต่ภาวะบางอย่าง เช่น การขาดสารอาหาร อาจก่อให้เกิดโรคต้อกระจกก่อนวัยได้ เป็นต้น”

eye01

และอีกหนึ่งภัยเงียบในยุคโซเชียลที่เป็นอันตรายต่อจอตา คือ แสงสีฟ้า หรือ Blue light ซึ่งเป็นคลื่นแสงพลังงานสูง สามารถกระตุ้นให้เกิดอนุมูลอิสระภายในลูกตา ส่งผลให้เซลล์ประสาทตาเสื่อม การจ้องมองแสงสีฟ้าจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ เป็นเวลานาน ก่อให้เกิดอาการปวดตา ตาแห้ง พร่ามัว น้ำตาไหล อีกทั้งเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคจุดรับภาพเสื่อม และโรคต้อกระจกอีกด้วย

พญ.นลินี กล่าวต่อว่า “บริษัท DSM Nutritional Products Switzerland ได้ทำการวิจัยลูทีนและ ซีแซนทีน โดยผลงานวิจัยค่อนข้างน่าเชื่อถือ เพราะมีกลุ่มตัวอย่างหลายพันกลุ่มตัวอย่าง ลูทีนและ ซีแซนทีน เป็นสารธรรมชาติที่มีในผักผลไม้ที่มีสีเหลืองและสีเขียวเข้ม ได้แก่ ข้าวโพด แครอท ฟักทอง ผักกาด ผักปวยเล้ง คะน้า และผักโขม นอกจากนี้ยังพบว่า หากร่างกายขาดวิตามินเอ จะส่งผลให้มองเห็นยากในเวลากลางคืน และเยื่อบุตาแห้ง ดังนั้น การได้รับวิตามินเออย่างเพียงพอจะช่วยในการมองเห็นได้ดีขึ้น โดยวิตามินเอ จะพบมากในตับ ไข่แดง ผักใบเขียว และพืชผักมีสีต่างๆ

eye02

พญ.นลินี ยังได้แนะเทคนิคการถนอมสายตาว่าควรลดเวลาการใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ลงบ้าง แต่หากจำเป็นต้องใช้สายตาเป็นระยะเวลานานให้พักสายตาบ่อยๆ พักสายตาบ้างในวันหยุด โดยอาจเปลี่ยนบรรยากาศไปเดินเล่นในสวนชื่นชมธรรมชาติรอบตัว เป็นต้น ใช้สายตาในที่ที่มีแสงสว่างเพียงพอ หลีกเลี่ยงการใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในที่มืด เพราะยิ่งทำให้ดวงตาของคุณทำงานหนักมากขึ้น สวมแว่นกันแดดทุกครั้งเมื่ออยู่กลางแจ้ง และหลีกเลี่ยงการมองแสงจ้า และรับประทานสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อดวงตาเป็นประจำ และที่สำคัญควรพบจักษุแพทย์ปีละ 1 ครั้ง เพื่อตรวจเช็คความผิดปกติของดวงตา เพียงแค่นี้เราก็สามารถถนอมดวงตาคู่สวยให้อยู่คู่กับคุณตลอดไป”

eye03 eye04 eye05 eye06 eye07 eye08 eye09 eye10 eye11