Tuesday, November 4 New York, New York
Brooklyn
Fashion + Design Accelerator
(Ms.Debera Johnson, Executive Director, Pratt Institute/Center for Sustainable Design Strategies)

Brooklyn Fashion and Design Accelerator เป็นองค์กรที่ให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการอุตสาหกรรมแฟชั่น ในการทำธุรกิจ เน้นในเรื่องของการสร้างความยั่งยืน ช่วยเหลือผู้ประกอบการในส่วนที่ขาด เช่น พื้นที่การทำงาน เครื่องจักร อุปกรณ์ การตลาด การวางแผนงานและการดำเนินธุรกิจต่างๆ ปัจจุบัน (พฤศจิกายน 2557) มีผู้ประกอบการอยู่ในองค์กรประมาณ 15 บริษัท สามารถรับผู้ประกอบการได้ 30 บริษัท องค์กรดังกล่าวได้รับความช่วยเหลือจากหน่วยงานของรัฐประมาณ 1,000,000 เหรียญสหรัฐ

ในองค์กรประกอบด้วยบุคลากรหลักจำนวน 7 คน ประกอบด้วยนักวิจัย 5 คน และผู้บริหารองค์กร 2 คน และยังมีการรับเด็กฝึกงานจากสถาบันการศึกษาด้วย เช่นจาก PRATT จำนวน 8 คน หน่วยงานนี้จัดตั้งขึ้นเพื่อช่วยเหลือ และอำนวยความสะดวกให้กับนักออกแบบ หรือผู้ประกอบการในการบริการพื้นที่ทำงาน เช่น ห้องประชุม ห้องตัดเย็บ ห้องตัวอย่าง เครื่องจักร เพื่อใช้สำหรับการออกแบบสร้างสรรค์คอลเลคชั่น โดยจะมีการให้ความรู้จากช่างเทคนิค และผู้เชี่ยวชาญไว้บริการ นอกจากนั้นยังได้มีการร่วมมือกับบริษัท หรือโรงงานผลิตรองรับสำหรับการผลิตออร์เดอร์ขนาดเล็กไว้บริการนักออกแบบ และการให้บริการฐานข้อมูลกับนักออกแบบ เช่น โรงงานผลิต โรงงานผ้า รวมไปถึงข้อมูลพื้นฐานที่จำเป็นเช่น ข้อมูลพื้นฐานวัตถุดิบผ้า เป็นต้น การให้บริการพื้นที่ทำงานนี้ให้บริการในลักษณะการเช่าพื้นที่ สำหรับนักออกแบบหน้าใหม่ที่เพิ่งเริ่มต้นกิจการ วัตถุประสงค์หลักของการจัดตั้งศูนย์ เพื่อ ให้นักออกแบบหน้าใหม่เข้ามาใช้สิ่งอำนวยความสะดวกในการสร้างคอลเลคชั่นร่วมกัน เพื่อการประหยัด ลดต้นทุน พร้อมการรับบริการส่งเสริมด้านต่างๆ เช่นการดูแลด้านการผลิต การจัดจำหน่าย การเงินและการสร้างแบรนด์ เป็นต้น

หลักเกณฑ์การคัดเลือกนักออกแบบหน้าใหม่เพื่อใช้บริการในศูนย์ จะคัดเลือกโดยการสัมภาษณ์แผนธุรกิจ แนวคิดการออกแบบ ว่ามีทัศนคติสอดคล้องกับองค์กรหรือไม่ เพื่อศูนย์จะได้ทราบถึงปัญหาที่นักออกแบบต้องการ และเติมเต็มในด้านนั้นๆได้อย่างถูกต้อง เช่น นักออกแบบมีแนวคิดด้านการออกแบบอย่างเดียว แต่ขาดความรู้ด้านการวางแผนธุรกิจ การตลาด ศูนย์ก็จะทำการเติมเต็มในด้านแผนธุรกิจ และการตลาดให้นักออกแบบนั้นเพิ่มเติม เพื่อให้นักออกแบบมีความสมบูรณ์รอบด้าน

หลักสูตรการพัฒนานักออกแบบโดยปกติแล้วศูนย์จะมีการเปิดให้ความรู้ในหลักสูตรพื้นฐาน 3 หลักสูตรประกอบด้วย การออกแบบ การสร้างเครือข่ายธุรกิจ และด้านวางแผนธุรกิจ

การบริหารงานจะมีลักษณะการบริหารร่วมกัน โดยมีการประชุมฝ่ายบริหาร และนักออกแบบที่ใช้บริการในองค์กร เพื่อร่วมกันแลกเปลี่ยนความคิดเห็นถึงแนวทางการบริหารงานต่อไป และร่วมกันแสดงปัญหาเพื่อหาทางออกร่วมกัน และจะมีการประชุมใหญ่ปีละหนึ่งครั้งเพื่อปรับเปลี่ยนแนวทางการดำเนินงาน และแผนยุทธศาสตร์การดำเนินงานร่วมกันเป็นรายปี

จุดมุ่งหมายของศูนย์ในอนาคตอีก 3 ปีข้างหน้า มุ่งหวังให้เป็นศูนย์ทางการการพัฒนาการผลิตอย่างครบวงจร เป็นแหล่งศูนย์รวมเครื่องจักร เช่น เครื่องตัด เครื่องเย็บ เครื่องถัก เครื่องทอผ้า และการบริการช่างเทคนิคให้ความรู้เฉพาะทาง เพื่อความยั่งยืนในดำเนินธุรกิจของนักออกแบบหน้าใหม่ในอนาคต

Brand: Organic
(Mr.John Patrick and Walter Fleming, Designer, Co-owners)

Organic เป็นแบรนด์ที่มีความชัดเจนในด้านการนำเสนอสินค้าแฟชั่นที่เน้นเสื้อผ้าและสินค้าที่ผลิตจากเส้นใยธรรมชาติล้วนและเป็นเส้นใยที่ปลูกและผลิตเชิงธรรมชาติปลอดสารเคมี ซึ่งดีไซน์เนอร์เป็นชาวสหรัฐมีการร่วมมือด้านวัตถุดิบกับประเทศกำลังพัฒนาเช่น เปรู และให้ความสนใจที่จะมาเสาะหาแหล่งวัตถุดิบในประเทศไทย อีกทั้งสถานทูตสหรัฐมีแผนการเชิญ Mr. John Patrick ให้นำผลงานมาแสดงแฟชั่นโชว์ในงาน BIFF&BIL 2015 ที่กรุงเทพด้วย

เป็นแบรนด์สินค้าที่เน้นความยั่งยืน มีความสนใจในวัตถุดิบที่มาจากธรรมชาติ ปลอดสารเคมี 100% มีการร่วมมือการพัฒนาวัตถุดิบกับผู้ประกอบการรายย่อยเป็นหลัก เช่น ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมในครัวเรือนขนาดเล็ก ในหมู่บ้าน เป็นต้น ความเป็นออร์แกนิคในความหมายของแบรนด์ จะต้องมีความโปร่งใส ยั่งยืน และไม่ปกปิดที่มาของวัตถุดิบ เช่น หากมีการผสมระหว่างเส้นฝ้ายกับใยชนิดอื่นๆ ก็จะมีการบอกโดยตรงไม่ปกปิดแหล่งที่มา เป็นต้น

สินค้าของแบรนด์เน้นไปที่ไลฟ์สไตล์โปรดักส์ เช่น เสื้อเชิ้ต กางเกง กางเกงขาสั้น เน้นความโปร่งใส ยั่งยืน พัฒนาความเป็นออร์แกนิคให้เป็นที่ยอมรับ

ซัพพายเออร์วัตถุดิบหลักของแบรนด์ มาจากจีน ญี่ปุ่น อิตาลี อเมริกา และเปรู ในอนาคตมีความมุ่งหวัง และสนใจในการเลือกใช้วัตถุดิบจากประเทศไทยด้วย เช่น ไหม ฝ้าย เป็นต้น

ความคิดเห็นของจอห์น แพททริคกับการพัฒนาแบรนด์สินค้าไทย ในการพัฒนาสินค้าไทยควรรักษาความเป็นอัตลักษณ์ไทย แท้จริงอยู่ความเป็นแบรนด์ของต่างประเทศอาจเหมาะสมกับลูกค้าแต่ในบางครั้งอาจไม่เหมาะกับศักยภาพของประเทศไทย ความแตกต่าง คอนเซ็ป อัตลักษณ์เป็นสิ่งที่สำคัญในการพัฒนาสินค้า ควบคู่ไปกับการพัฒนายกระดับงานออกแบบ การออกแบบและการพัฒนาแนวความคิดใหม่ๆ ในการผลิตสินค้าเป็รสิ่งที่สำคัญมากกว่าการออกแบบโดยใช้การลอกเลียนแบบ ดังนั้นการผสานาแนวคิดการออกแบบระหว่างความเป็นตะวันตกกับความเป็นไทยน่าจะเป็นทางออกที่มีความน่าสนใจสำหรับสินค้าไทยในอนาคต

Restore Clothing
(Mr.Anthony Lilore, Designer)

Mr.Anthony Lilore เป็นดีไซน์เนอร์เสื้อผ้ากีฬามีชื่อเสียงในการคิดวิธีการทำงานรูปแบบใหม่ที่มีลักษณะการระดมสมองเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างคู่ธุรกิจหรือที่เรียกว่า Idea Sharing โดยทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการเจรจาและเชื่อมต่อตลอดห่วงโซ่อุปทาน แนวความคิดอีกประการหนึ่งในการทำธุรกิจ นั่นก็คือ พยายามมองหาว่าในพื้นที่นั้นมีความสามารถอะไรที่ดีที่สุด เช่น นิวยอร์กความสามารถที่ดีที่สุด คือ การออกแบบและความเป็น Hi-end Fashion ดังนั้นการผลิตในนิวยอร์ก จะไม่ผลิตสินค้าที่มีลักษณะ Mass สำหรับสินค้าในนิวยอร์กจึงตอบโจทย์สำหรับแบรนด์สินค้าแฟชั่นในระดับ Hi-end มีคุณภาพงานออกแบบสูง เทียบเท่ากับต่างประเทศ เช่น ฝรั่งเศส อิตาลี ญี่ปุ่น เป็นต้น ปัญหาปัจจุบันของนิวยอร์กมีความใกล้เคียงกับประเทศไทย เช่น ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน และปัญหาค่าแรงงานสูง ส่งผลให้การผลิตราคาสูงขึ้น ซึ่งเหมาะกับการผลิตสินค้าที่เน้นคุณภาพในปริมาณขนาดเล็ก

การธุรกิจปัจจุบันของแบรนด์ไม่ได้มีการผลิตในประเทศ แต่ย้ายฐานการผลิตไปที่จีน โดยดีไซน์เนอร์มีแนวคิดการออกแบบและกำหนดขนาดสินค้า วัตถุดิบ เทคนิคต่างๆ ทั้งหมดและส่งไปผลิตที่ประเทศจีน ตั้งแต่กระบวนการผลิตตัวอย่างจนกระทั่งเป็นตัวสินค้า แต่เนื่องจากความแตกต่างทางด้านภาษาทำให้เกิดการสื่อสารผิดพลาด ทำให้ตัวอย่างมีการผิดเพี้ยนไปจากที่ออกแบบไว้ ทำให้ปัจจุบันการผลิตตัวอย่างผลิตที่นิวยอร์กแล้วจึงส่งไปผลิตเป็นสินค้าเพื่อการจำหน่ายที่ประเทศจีน

แนวคิดการผลิตในอนาคตมีการรวมเอาซัพพายเออร์ในห่วงโซ่ไว้ด้วยกัน ทำงานเป็นทีมรวมกันผลิตสินค้า เพื่อการจำหน่าย เช่น การผลิตให้ Wallmart โดยทาง Wallmart กำหนดราคาผลิตที่ต้องการให้กับทีมซัพพายเออร์ ซัพพายเออร์ประเมินการผลิตร่วมกัน หากสามารถผลิตได้ก็จะดำเนินการผลิตสินค้านั้น โดยแนวคิดการรวมธุรกิจนี้จะต้องอยู่บนพื้นฐานของความซื่อสัตย์และโปร่งใส โดยทุกคนจะได้ประโยชน์ร่วมกัน และทุกอย่างในกระบวนการผลิตจะเป็นความลับในทีม

Fashion Institute of Technology (FIT)
(Mary E. Davis, Ph.D., Dean, School of Graduate Studies)

FIT เป็นสถาบันการศึกษาด้านแฟชั่นที่มีชื่อเสียงระดับโลกแห่งหนึ่ง ตั้งอยู่ใจกลางกรุงนิวยอร์ค มีหลักสูตรการสอนที่หลากหลายครอบคลุมตั้งแต่แฟชั่นดีไซน์ สถาปัตย์ กราฟฟิคดีไซน์และออกแบบอุตสาหกรรม ซึ่งทางสถาบัน FIT มีการร่วมมือด้านการสอนกับมหาวิทยาลัยต่างประเทศและกับภาคอุตสาหกรรมและเปิดโอกาสที่จะสร้างความร่วมมือได้อีกหากมีข้อเสนอที่น่าสนใจ

หลักสูตร 4 เมเจอร์หลัก คือ Business, Fashion, Visual Arts and Design และ Liberal Arts มีการเปิดหลักสูตรการสอนทั้งในระดับปริญญาตรี และปริญญาโท รวมถึงคอร์สระยะสั้น มีการสร้างความร่วมมือกับต่างประเทศ เพื่อทำการแลกเปลี่ยนของนักศึกษา โดยมีการสร้างความร่วมมือระหว่างฮ่องกง ฝรั่งเศส ในการการศึกษาที่ต่างกัน คือ ฮ่องกงไปเพื่อศึกษาด้านการทำ Supply Chain and Material Sourcing จีน ศึกษาด้าน การผลิต และระบบโรงงานอุตสาหกรรม ฝรั่งเศสทำการศึกษาด้านแฟชั่นชั้นสูง Haute Couture นิวยอร์ค ศึกษาด้าน Fashion Cluster and Retail ใช้ระยะเวลาแลกเปลี่ยนประมาณ 6 สัปดาห์ใน 3 ประเทศ นอกจากนั้นยังมีการเชื่อมโยงกับสถาบันการศึกษาอื่นๆทั่วโลก ในลักษณะการเรียน 2 ดีกรี หรือการแลกเปลี่ยนนักศึกษา นักวิจัย ร่วมกัน เช่น จีน ตุรกี อิตาลี เป็นต้น รวมถึงประเทศไทยมีการสร้างความร่วมมือกับจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัยในการแลกเปลี่ยนนักศึกษา

FIT มีการทำงานที่ใกล้ชิดกับองค์กรในอุตสาหกรรมแฟชั่น มีการทำงานร่วมกันในด้านการวางแผนหลักสูตรในอนาคตร่วมกับอุตสาหกรรมในสหรัฐอเมริกา ความสัมพันธ์ของ FIT กับภาคอุตสาหกรรมมีลักษณะเฉพาะคือ มีการฝึกงานระยะยาวกับบริษัทมากมาย นักศึกษาสามารถเลือกฝึกงานได้หลายแห่ง และเมื่อหลังจากฝึกงานพบว่านักศึกษาเหล่านั้นมักจะได้ทำงานกับองค์กรนั้นๆ ทันที

การศึกษาระดับปริญญาตรีจะมีความเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมในเรื่องการร่วมกันแก้ปัญหาโดยภาคอุตสาหกรรมจะเป็นผู้กำหนดโจทย์ให้กับนักศึกษาร่วมกันแก้ปัญหา โดยบริษัทจะให้การสนับสนุนในด้านสิ่งอำนวยความสะดวกให้กับนักศึกษาในการดำเนินกิจกรรม

สำหรับการศึกษาในปริญญาโท เน้นการศึกษาภาคปฏิบัติให้มีความเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรม โดยนอกจากจะมีที่ปรึกษาเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาแล้วยังได้มีการเชิญให้ภาคอุตสาหกรรมมาร่วมทำ Workshop ให้กับบัณฑิตวิทยาลัย และเป็นพี่เลี้ยงให้กับนักศึกษาปริญญาโทเหล่านั้นในด้านการทำวิทยานิพนธ์

นอกจากนั้น FIT ยังได้มีการพัฒนาศูนย์รนวัตกรรมในเชิงพาณิชย์ (Think Tank) เป็นระบบที่มีการทดลองการทำวิจัยในด้านต่างๆ และนำไปทดสอบการใช้จริงในอนาคต โดยศูนย์นี้กำลังอยู่ในช่วงของการพัฒนา

ความร่วมมือกับประเทศไทยในอนาคต มีความเป็นไปได้ในการสร้างความร่วมมือ ทั้งนี้ต้องพิจารณาองค์ประกอบในหลายด้าน เช่น เนื้อหาหลักสูตร การรับรองมาตรฐานการศึกษา บุคลากร และผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นร่วมกัน

Wednesday, November 5 New York, New York
Garment District Alliance

(Mr.Gerald Scupp, Vice President)

Garment District Alliance เป็นศูนย์กลางที่ทำหน้าที่ดูแลสมาชิกเครือข่ายในเขตพื้นที่โซนหลักที่เรียกรวมว่า The Garment District ในกรุง New York ซึ่งส่วนใหญ่ยังคงอุตสาหกรรมเสื้อผ้าสำเร็จรูปไว้ ทั้งในด้านการผลิตเสื้อผ้า แหล่งวัตถุดิบแฟชั่น แหล่งจำหน่ายส่ง และศูนย์รวมการเจรจาธุรกิจ บริหารงานโดยการจัดตั้งองค์กรส่วนกลางเพื่อดูแลรักษาความปลอดภัย ความสะอาด เพื่อพัฒนาให้เป็นย่านธุรกิจการค้าเสื้อผ้าสำเร็จรูป สิ่งทอ ของ New York โดยองค์กรนี้จัดตั้งเป็นองค์กรอิสระไม่หวังผลกำไร

ในการบริหารงานมีการเรียกเก็บเงินพิเศษเพื่อใช้ในการดำเนินกิจกรรมร่วมกันของผู้ตั้งกิจการงานย่านนี้ โดยเรียกเก็บแยกจากภาษีโรงเรือน เรียกเก็บจากผู้ที่มีอสังหาริมทรัพย์ โดยจะเก็บในอัตราที่ไม่เท่ากันขึ้นกับขนาดของอสังหาริมทรัพย์นั้น เงินที่เรียกเก็บจะถูกนำส่งให้กับเทศบาล และจะถูกส่งกลับมายังย่านนี้เพื่อใช้ในการดำเนินกิจกรรมต่อไป

ในอดีตย่านนี้จะเป็นศูนย์รวมของกระบวนการตัดเย็บอุตสาหกรรมเสื้อผ้า และแฟชั่นเช่น การตัดเย็บ ออกแบบ การผลิต การตลาด ห้องทำตัวอย่าง โชว์รูมสินค้า แต่ปัจจุบันพบว่าอุตสาหกรรมการผลิตได้มีการย้ายออกไปยังพื้นที่รอบนอกมากขึ้นเนื่องจากพื้นที่มีราคาแพงขึ้น ส่งผลต่อค่าครองชีพสูง และปัจจุบันพบว่าเริ่มมีธุรกิจอื่นๆเข้ามาอยู่ในย่านนี้เพิ่มมากขึ้นเช่น โรงแรม ร้านอาหาร เป็นต้น

สิ่งอำนวยความสะดวกที่องค์กรได้พัฒนาขึ้นให้กับผู้ประกอบการในย่านนี้ คือ การพัฒนาด้านความปลอดภัย การลดปัญหาอาชญากรรม การติดไฟฟ้าให้แสงสว่าง การพัฒนาสิ่งแวดล้อมให้มีความสะอาดและส่งเสริมให้เป็นบรรยากาศของการดำเนินธุรกิจ นอกจากนั้นองค์กรยังได้มีการทำสำรวจประเภทธุรกิจของผู้ประกอบการในย่านนี้ เพื่อจัดทำเป็นฐานข้อมูล (Information Center) ทั้งรูปแบบศูนย์ข้อมูลออฟไลน์ และออนไลน์ สำหรับการค้นหาข้อมูลของบายเออร์ต่างๆ โดยการจัดทำในช่วงแรกใช้เทคนิคการทำแบบ door to door มีผู้สนใจจำนวนน้อย แต่ปัจจุบันมีผู้สนใจจำนวนมากขึ้นถึง 70% ทั้งนี้ผู้ประกอบการเหล่านั้นมองเห็นประโยชน์จากการจัดทำฐานข้อมูลนี้ที่มีความสะดวกในการเข้าถึงข้อมูลของบายเออร์ในการทำธุรกิจ ลักษณะการทำเขตธุรกิจแบบนี้มีมากกว่าประมาณ 60 องค์กร กระจายอยู่ในนิวยอร์ค สำหรับ Garment District นี้จะมีอาณาเขตที่ชัดเจนแน่นอนไม่เปลี่ยนแปลง ในอนาคตมุ่งหวังให้พื้นที่นี้เป็นจุดหมายปลายทางสำหรับผู้เริ่มธุรกิจที่ต้องการความสะดวกในการหาซัพพายเออร์ การออกแบบ ที่รวมไว้ในที่เดียวอย่างครบวงจร รวมถึงเป็นจุดหมายสำหรับบายเออร์ในการเลือกซื้อสินค้าเพื่อการจำหน่ายต่อไป

นอกจากการสร้างฐานข้อมูลร่วมกันแล้วยังได้มีการใช้สิ่งอำนวยความสะดวกร่วมกันเช่น Computer และมีการจัดสัมมนาให้ความรู้ร่วมกันบ้าง การโปรโมทของย่านนี้เน้นการสร้างความแตกต่าง และการจัดกิจกรรมพิเศษเพื่อดึงดูดผู้สนใจเช่น เทศกาลศิลปะการแสดง การโปรโมทนักออกแบบรุ่นใหม่

Carrieparry.com/ Green Fashion
(Ms.Carrie Parry, Designer and Owner)

Alvanon เป็นหน่วยงานองค์กรให้บริการการสร้างมาตรฐานของแบบตัด โดยการนำเอาวิทยาศาสตร์ระบบ Matrix มาเป็นเครื่องมือหลักในการพัฒนา Fitting เพื่อลดการผิดพลาดของแบบตัด ในอดีตการสร้างแบบตัดมักกระทำในลักษณะ 2D ปัจจุบันเนื่องจากร่างกายมนุษย์มีมิติที่มากกว่าแนวระนาบ ดังนั้น Alvanon จึงได้มีแนวคิดการสร้างมาตรฐาน Fitting ในรูปแบบ 3D โดยหาวิธีการแก้ไขข้อผิดพลาดของแบบตัดปกติ ในการให้คำปรึกษาของ Alvanon นั้น ลำดับแรกจะทำการศึกษารูปร่างของคนในพื้นที่นั้นว่าเป็นอย่างไร และกลุ่มลูกค้าของผู้ใช้บริการมีลักษณะอย่างไร เพื่อที่จะสามารถอธิบายถึงความเข้าใจที่สอดคล้องกันของรูปร่างและความต้องการของผู้บริโภคในย่านนั้นได้ กระบวนการวิเคราะห์เริ่มต้นจากการสืบค้นข้อมูลที่มีอยู่ หากไม่มีข้อมูลนั้นหรือข้อมูลมีจำนวนน้อยจะทำการวิจัยข้อมูลเพิ่มเติม การวิเคราะห์ข้อมูลจะวิเคราะห์ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน และคาดการณ์ถึงอนาคตด้วยทีมที่ปรึกษาที่มีความเชี่ยวชาญ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล คือ Body Scan แบบมินิมอเตอร์เวฟสแควร์ เป็นแบบเครื่องวัดอุณหภูมิความชื้น คล้ายกับสนามบิน ซึ่งมีความเหมาะสมในการนำไปตั้งตามสถานที่ช็อปปิ้งต่างๆ และง่ายต่อการเก็บข้อมุล มากกว่าเครื่อง 3D Body Scanner ที่ต้องถอดเสื้อผ้าในการสแกนรูปร่าง โดยการเก็บตัวอย่างจะเก็บมากกว่า 30,000 ตัวอย่างต่อ 1 รูปร่าง ข้อมูลที่ใช้ในการเก็บประกอบไปด้วย ความสูง อายุ น้ำหนัก เพศ สิ่งเหล่านี้จะนำสู่กระบวนการวิเคราะห์ไซส์ที่มีความแตกต่างกัน โดยข้อมูลที่ได้จะมีอายุข้อมูลประมาณ 10 ปี นอกจากการให้บริการในการกำหนดมาตรฐานทางด้าน Fitting แล้ว Alvanon ยังได้มีการให้บริการการให้คำปรึกษาเชิงลึกอีกด้วย

ในการให้บริการมีการนำข้อมูลจากการวัดรูปร่างไปทำการ Grading Size ด้วย และในระยะเวลา 10 ปีจะมีการให้บริการนำแบบฟอร์มการให้คำปรึกษาส่งเป็นเครื่องมือให้กับบริษัทเหล่านั้นเช่น หุ่น แพทเทิร์น Fit & Form, Block พัฒนาผลิตภัณฑ์ทั้งหมดดูแลตลอดซัพพลายเชน

Alvanon ได้มีการสร้างความร่วมมือกับสมาคมหน่วยงานต่างๆในการโปรโมทอุตสาหกรรมนี้มากขึ้น นำข้อมูลที่ได้ไปใช้การการผลิตท้องถิ่นมากขึ้น เช่นการทำ Made in USA เป็นต้น และมีการพัฒนา Professional Development ในฮ่องกงเพื่อบรรยายให้ผู้ที่สนใจเข้ารับฟัง

Carrie Parry เป็นดีไซน์เนอร์ที่มีโอกาสมาแสดงผลงานแฟชั่นโชว์ที่งาน BIFF&BIL 2014 ที่ผ่านมาและเป็นดีไซน์เนอร์หน้าใหม่ที่มาแรงเป็นที่จับตามอง งานออกแบบเน้นเสื้อผ้ามีคุณภาพแบบเรียบคลาสสิคและใช้ผ้าจากเส้นใยธรรมชาติเช่น ผ้าฝ้ายและไหมจากประเทศไทย

Carrie Parry เป็นหนึ่งในดีไซน์เนอร์ที่ใช้บริการของบริษัท Alvanon ในการหารูปร่างของกลุ่มลูกค้าหลักของแบรนด์ ด้วยการสำรวจด้วยแบบสอบถามออนไลน์และการทำ Body Scan ซึ่งทำให้ขนาดของเสื้อผ้าของแบรนด์มีความสอดคล้องกับรูปร่างของลูกค้า ส่งผลให้สินค้าเป็นที่นิยมทั้งในตลาดทั่วไปและตลาดออนไลน์

Parsons The New School for Design
(Ms.Meredith Mullane, Associate Dean for Global Initiatives)

Parsons เป็นโรงเรียนแฟชั่นที่มีชื่อเสียงระดับโลกเน้นการสอนด้านความคิดสร้างสรรค์มากกว่าเชิงการค้า มีการปรับปรุงสถานที่เรียนใหม่ที่ทันสมัย สะอาดและมีบรรยากาศที่ดี ทำให้เกิดภาพลักษณ์ที่ดี มีหลักสูตรการสอนที่เน้นงานออกแบบมากกว่าการผลิต และมีความร่วมมือกับทั้งภาคอุตสาหกรรมและสถาบันการศึกษาต่างประเทศ

หลักสูตรของ Parsons ประกอบด้วยหลักสูตรอนุปริญญา 2 ปีเช่น Fashion Design, Fashion Marketing เป็นต้น ปริญญาตรีเช่น Architectural Design, Communication Design, Design and Technology, Fashion Design, Fine Arts, Illustration, Integrated Design, Interior Design, Photography and Product Design และปริญญาโท เช่น School of Fashion, School of Design Strategies, School of Constructed Environments, School of Art and Design History and Theory, School of Art Media and Technology ค่าหน่วยกิตอยู่ที่ประมาณปีละ 46,000 เหรียญ Parsons มีความใกล้ชิดกับอุตสาหกรรม อยู่ในเขตของ Garment District ทำให้ง่ายต่อการศึกษาแหล่งผลิต และแหล่งวัตถุดิบในอุตสาหกรรม หลักสูตรในปัจจุบันปรับให้นักศึกษาเลือกเรียนได้อิสระ ทำให้นักศึกษาสามารถเลือกเรียนได้ในสาขาที่สนใจ และต้องการของอุตสาหกรรม

สิ่งที่ทำให้ Parsons เป็นที่นิยม นั้นก็คือ ความเชื่อมั่นในนักศึกษา และสถาบันที่มีการผลิตดีไซน์เนอร์ชื่อดังระดับโลก เช่น Anna Sui, Donna Karan, Marc Jacob เป็นต้น Parsons มีสาขาอยู่ในต่างประเทศ เช่น ปารีส และอินเดีย เน้นการศึกษาด้านดีไซน์ และนวัตกรรม มีการศึกษาคล้ายกับสถานบันในนิวยอร์ค แตกต่างกันที่การตอบสนองกับตลาดท้องถิ่น นอกจากนั้นยังมีการแลกเปลี่ยนความร่วมมือกับสถาบันในต่างประเทศอื่นๆ ในการแลกเปลี่ยนนักศึกษาเช่น อังกฤษ บราซิล และไทย ในการส่งนักเรียนแลกเปลี่ยนของ Parsons ไปที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นการส่งนักศึกษาไปทำโปรเจ็คเฉพาะในช่วงฤดูร้อนระยะสั้น ประมาณ 2-3 สัปดาห์ โดยที่ทางจุฬาฯ เป็นผู้สนับสนุนค่าใช้จ่ายให้ เช่นเดียวกับที่จุฬาฯ ได้ส่งนิสิตมาเรียนที่ Parsons จำนวน 1 ภาคการศึกษา โดยที่ Parsons ไม่เก็บค่าหน่วยกิต

Friday, November 7 Los Angeles, California
The LA Fashion District Business Improvement District (BID)

(Mr.Kent Smith, Executive Director)

LA Fashion District เป็นเครือข่ายอุตสาหกรรมแฟชั่นที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก มีพื้นที่ประมาณ 100 บล็อกตั้งอยู่ใน LA เป็นองค์กรที่จัดตั้งขึ้นแบบไม่หวังผลกำไร ทำงานร่วมกับผู้ประกอบการเอกชน สามารถทำเม็ดเงินสะพัดมากกว่า 1,000 ล้านเหรียญต่อปี มีธุรกิจในพื้นที่มากกว่า 4,000 ธุรกิจ ประกอบด้วยโชว์รูมเสื้อผ้าสำเร็จรูปที่หลากหลาย ทั้งเสื้อผ้าสตรีจำนวน 80% สินค้าบุรุษ และสินค้าเด็ก ทั้งนี้เนื่องจากใน CA มีผู้บริโภคสินค้าเสื้อผ้าเป็นผู้หญิงแฟชั่นอายุน้อย หรือเรียกว่า Junior Fashion สินค้าที่ตอบสนองกลุ่มนี้เช่น Fast Fashion เช่น 21 Forever, H&M เป็นต้น ในส่วนสินค้า High end เช่น BCBG การจัดพื้นที่ส่วนมากกจัดเป็นลักษณะโชว์รูมแสดงสินค้าให้บายเออร์เห็นสไตล์สินค้า การตกแต่ง สินค้าได้อย่างชัดเจน ด้านหลังเป็นออฟฟิศ การพัฒนาพื้นที่ปัจจุบันมีเขตที่พักอาศัยรวมอยู่ด้วย เขตอุตสาหกรรมมีพื้นที่ 2 ใน 3 ส่วนอยู่ทางด้านตะวันออกของพื้นที่ เขตการพาณิชย์เป็นพื้นที่ 1ใน 3 ส่วนทางด้านตะวันตก การขายมีทั้งขายปลีกและขายส่ง การขายส่งนั้นมีการจัดเป็น Visual Merchandise ลักษณะหน้าตาคล้ายกับการขายปลีก

ปัจจัยที่ทำให้ BID เป็นที่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากใน LA มีท่าเรือที่ใช้ในการขนถ่ายสินค้า เช่นการขนถ่ายวัตถุดิบ เพื่อที่จะใช้ในการลำเรียงสู่ดาวน์ทาวน์ ทำให้เกิดการจำหน่ายสินค้า ภายในอาคารเป็นที่ตั้งของโชว์รูมที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในอเมริกา มีการจัดเทรดโชว์ประมาณ 12 ครั้ง/ปี ลักษณะของโชว์รูมแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ โชว์รูมถาวร เปิดบริการทุกวัน และโชว์รูมชั่วคราว เปิดบริการประจำฤดูกาล ภายในโชว์รูมจะมีการค้าส่งและค้าปลีกควบคู่กันไป ในการทำเทรดโชว์จะทำในวันอาทิตย์ถึงวันจันทร์ หรือถึงวันพุธ ทั้งนี้ขึ้นกับความต้องการของโชว์รูมนั้นๆ นอกจากการขายระบบโชว์รูมแล้ว ยังมีการขายในรูปแบบออน์ไลน์อีกด้วย ลักษณะแฟชั่นของ CA เป็นแฟชั่นลำลองเหมาะสำหรับวัยรุ่นยุคใหม่ แฟชั่นใน LA มีการเจริญเติบโตที่สูงขึ้นเมื่อเทียบกับนิวยอร์ค

BID มีหน้าที่ในการจัดสมดุลร้านค้า การจัดโซนสินค้า รวมไปถึงการจัดตารางทำเทรดโชว์ให้มีความสอดคล้องกับเทรดโชว์อื่นๆ เช่น Magic Show ที่มีขนาดใหญ่ใน LA โดยส่วนมากการจัดตารางเทรดโชว์นั้น เจ้าของกิจการจะเป็นผู้จัดตารางให้ โดยโชว์รูปที่อยู่ในอาคารส่วนมากจะเป็นโชว์รูมถาวรใช้สำหรับในการเจรจาธุรกิจต่อเนื่อง หลังจากการออกเทรดแฟร์ขนาดใหญ่แล้ว ลูกค้าส่วนมากที่มาซื้อสินค้าในโชว์รูมจะเป็นลูกค้าระดับ Department Store ของสหรัฐอเมริกา และค้าปลีกอื่นๆ ทั่วโลก เช่น จากญี่ปุ่น โตรอนโต เป็นต้น

BID ได้มีการจัดการตั้งเว็บไซด์ขององค์กรสำหรับบายเออร์หรือลูกค้าที่ให้ความสนใจใช้สำหรับค้นหาข้อมูลผลิตภัณฑ์ ประเภทธุรกิจต่างๆที่อยู่ในเขต LA Fashion District ชื่อเว็บไซด์ www.fashiondistrict.org ประเภทธุรกิจในพื้นที่ปัจจุบันเป็น Wholesale, Retail, Hotel ไม่มีการตั้งโรงงานผลิตในเขตนี้แล้ว เนื่องจากที่ดินมีราคาแพง ความรวดเร็วในการพัฒนาสินค้าจะอยู่ที่ประมาณ 2-3 สัปดาห์ ปัจจุบันมีโชว์รูมเกิดขึ้นมาก เนื่องจากลูกค้าต้องการความแตกต่างในการบริโภคสินค้า จึงเกิดแบรนด์สินค้าที่หลากหลาย

รายได้ส่วนใหญ่ขององค์กรได้จากการเก็บภาษีจากอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งได้มาจากการทำประชาวิจารณ์ทุก 5 ปีเพื่อขอมติในการเรียกเก็บค่าเงินพิเศษที่ใช้ในการบำรุงรักษาพื้นที่ร่วมกัน เช่น การทำความสะอาดพื้นที่ ปรับปรุงภูมิทัศน์ และสร้างระบบความปลอดภัย ในอนาคตผลักดันให้มีการวางแนวรถราง รถไฟฟ้าใต้ดิน เพื่อให้ลูกค้าสามารถเดินทางเข้ามาง่ายขึ้น เป้าหมายในอนาคตอีก 5 ปี มุ่งหวังพัฒนาให้เกิดพื้นที่ที่อยู่อาศัยมากขึ้น เกิดห้างสรรพสินค้าระดับบนมากขึ้น เกิดโชว์รูมทางออนไลน์มากขึ้น แต่ยังคงให้มีโชว์รูมในพื้นที่จริงเพื่อให้ลูกค้าสามารถเดินชมสินค้าจริง ในการพัฒนาฐานข้อมูลเว็บไซด์จะทำปีเว้นปี อัพเดทข้อมูลปีละ 5 ครั้ง จัดทำการสำรวจโดยบริษัทรับจ้างสำรวจ การจัดเรียงข้อมูลในเว็บไซด์ แบ่งเรียงตามประเภทสินค้า ค้าส่ง ค้าปลีก และแยกในส่วนของดีไซน์เนอร์ มีการประชาสัมพันธ์ทางออนไลน์เพื่อให้ลูกค้าบายเออร์สามารถเข้าถึงองค์กรได้ง่ายขึ้นเช่น Facebook, Instragram, Blog เป็นต้น มีการประชาสัมพันธ์ข่าวสารสิ่งทอ แฟชั่นในนิตยสาร Apparel News รายสัปดาห์ด้วย

กลยุทธ์การพัฒนาพื้นที่ขององค์กร มุ่งหวังให้ผู้ประกอบการในกลุ่มมีแนวคิดร่วมกันในการรวมกลุ่มเพื่อที่จะ แข่งขันกับเขตการค้าอื่น เช่น นิวยอร์ค จีน โดยในการวางแผนกลยุทธ์นี้จะเกิดจากการโหวตของผู้กอบการในเขตพื้นที่ในทุกๆ 5 ปี

The California Fashion Association (CFA)
(Ms.Ilse Metchek, Executive Director of the California Fashion Association)

CFA เป็นองค์กรอิสระที่มีเครือข่ายสมาชิกในอุตสาหกรรมแฟชั่นในสหรัฐอเมริกาเป็นหลักและมีสมาชิกต่างประเทศที่จ้องการทำการค้ากับทางสหรัฐ โดยทำหน้าที่ให้ข้อมูลเชิงลึก ให้คำปรึกษาในการทำธุรกิจแฟชั่นในด้านต่างๆ

งาน Magic Show เป็นงาน Sourcing สินค้าแฟชั่นที่มีขนาดใหญ่ที่สุดใน CA จัดที่ Las Vegas ในงานมีทั้งการจัดแสดงโชว์ของโรงงานผลิต และแบรนด์สินค้า สำหรับประเทศไทยนั้นมีการเข้าร่วมงานนี้น้อยมาก จัดในลักษณะ Thai Pavilion

แนวทางในการร่วมงานแสดงสินค้า Magic Show สำหรับประเทศไทยนั้น ลำดับแรก ไทยจะต้องแจ้งความสนใจเข้าร่วมงานกับทีมผู้จัดงาน โดยแจ้งว่ามีแบรนด์จากประเทศไทยสนใจเข้าร่วมงาน จำนวนกี่แบรนด์ จากนั้นทีมงานจะทำการนำเสนอเกี่ยวกับงาน Magic Show ให้กับแบรนด์เหล่านั้นและจะจัดพื้นที่ที่มีความเหมาะสมกับแบรนด์เหล่านั้นในด้านสไตล์สินค้า กลุ่มเป้าหมาย เพื่อให้เจอกับบายเออร์ที่เหมาะสม เช่น การจัดโซนสำหรับเสื้อผ้าผู้ชายจะจัดแบ่งออกเป็นส่วนของบูติคแยกกับโซนเสื้อผ้าทำงานผู้ชาย เป็นต้น ในการเข้าร่วมการแสดงสินค้าในต่างประเทศ ค่อนข้างต้องใช้เวลาและความอดทนในการนำเสนอสินค้าเป็นไปไม่ได้เลยว่าการออกงานแสดงสินค้าครั้งแรกจะประสบความสำเร็จ ได้ออร์เดอร์ อย่างน้อยต้องอาศัยการออกงานแสดงสินค้าจำนวน 3 ครั้ง ถึงจะประสบความสำเร็จ เนื่องจากการมาครั้งแรกเป็นการเรียนรู้ปรับรูปแบบให้มีความเหมาะสม ในการทำตลาดอเมริกา ผู้ประกอบการจะต้องมีความมุ่งมั่นในการเรียนรู้ ปรับตัว การสร้างความสัมพันธ์ และการกำหนดราคาให้เหมาะสมกับความต้องการของตลาด ภายในงาน Magic Show มีผู้ประกอบการจากหลายประเทศเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก เช่น ญี่ปุ่น เดนมาร์ก ยุโรป ซึ่งส่งเสริมให้ตลาดอเมริกามีการเจริญเติบโตที่สูงขึ้น สินค้าที่จำหน่ายในงาน Magic Show สามารถเป็นแบรนด์จากประเทศนั้นๆ ได้โดยตรง แต่สามารถผลิตที่ไหนก็ได้ ทั้งนี้เนื่องจาก Magic Show ไม่ใช่เป็นโชว์สำหรับประเทศอเมริกาอย่างเดียว แต่เป็น International Show บายเออร์ที่เข้าร่วมงานมองหาสินค้าที่ต่างกัน เช่น มองหาสินค้าราคาสูง ตลาดเฉพาะ หรือมองหาสินค้าราคาถูก ตลาด Mass แต่สิ่งที่สำคัญคือบายเออร์มองหาความใหม่ของสินค้า

CFA ไม่ได้ทำงานกับเฉพาะงาน Magic Show เท่านั้น ยังติดต่อประสานงานกับในส่วนของแบรนด์และผู้ผลิตใน LA ซึ่งเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดในอเมริกา LA ถือได้ว่าเป็นฐานการผลิต ส่วน New York มีบทบาทสำคัญในด้านการเป็นสื่อสำหรับตลาดอเมริกา

การที่จะเข้าสู่ตลาดอเมริกาประการแรกคือ ต้องทราบก่อนว่าเรามีจุดเด่นทางด้านใด ให้เน้นไปที่จุดนั้นเพียงด้านเดียว ส่วนด้านอื่นๆให้ใช้การ Outsource ช่องทางการจำหน่ายกับตลาดอเมริกาให้ทำการจำหน่ายผ่าน Agency มีทั้งใน NY และ CA ใน CA กลุ่มลูกค้าจะเป็นอนุรักษ์นิยม ในตลาดอเมริกาการขายเครื่องนุ่งห่มมีการเติบโตเพิ่มขึ้น 15% ทุกปีทั้งหญิงและชาย โดยตลาดออนไลน์มีแนวโน้มเติบโตสูงขึ้นประมาณ 8% ในขณะที่มีการหดตัวลงของตลาดในห้างสรรพสินค้า ปัจจุบันบายเออร์มองหา Private Label การซื้อแบรนด์อื่นมาทำเอง Shortening โดยซื้อปริมาณที่ลดลงต่อครั้ง แต่ซื้อบ่อยขึ้น เพื่อลด Inventory

ปัจจุบันมีการนำเข้าสินค้าจากไทยในอัตราลดลง เนื่องจากการสินค้าไทยที่ส่งมาขายในตลาดอเมริกาส่วนมากผลิตในประเทศจีนจึงถูกระบุว่าเป็นสินค้าจีน จึงส่งผลให้ตัวเลขการนำเข้าสินค้าไทยมีจำนวนลดลง ในการนำเข้าสินค้ามายังอเมริกา ประเทศต้นสินค้าจะต้องมีการระบุป้ายสินค้าในด้าน คุณสมบัติและส่วนประกอบดังนี้

1.ส่วนประกอบของเส้นใย โดยส่วนประกอบกลักจะต้องอยู่ด้านบน
2.ประเทศของโรงงานที่ผลิต คือ ชื่อโรงงาน, Reference No. โดยโรงงานที่ผลิตจะต้องมีทะเบียนการค้า
3.ประเทศแหล่งกำเนิดสินค้า เช่น แบรนด์สินค้ามาจากไทยแต่ผลิตที่ประเทศจีน เป็นต้น

สำหรับสินค้าเด็กจะต้องผ่านการทดสอบมาตรฐานจาก Testing Lab. ที่ได้มาตรฐาน เช่น สินค้าที่ตกแต่งด้วยเพชร จะต้องทดสอบการแพ้ก่อน หากตรวจพบภายหลังว่าไม่ได้มาตรฐานจะต้องงดจำหน่ายทันที ฉลากของสินค้าจะต้องอยู่ด้านบนและ Label การดูแลรักษาจะต้องอยู่ด้านล่างของฉลาก

ตลาดอเมริกาถือได้ว่าเป็นตลาดที่มีความเสรีในการทำธุรกิจ มีเสรีในการซื้อ มีเสรีทางด้านการออกแบบ เช่น Forever 21, Prada อาจมีลุคที่เหมือนกัน 1 ลุค แต่ลูกค้าสามารถเลือกซื้อจากที่ใดที่หนึ่งได้ การทำธุรกิจปัจจุบัน เรียกว่า Fast Fashion ใช้เวลาเพียง 13 สัปดาห์จากการผลิต จากไอเดียสู่การจำหน่ายในตลาด ขนาดของออร์เดอร์มีจำนวนเล็กลง มีการเปลี่ยนสินค้าทุกๆ 10 สัปดาห์ ต้องมีรูปแบบใหม่ๆ อยู่เสมอ สำหรับในนิวยอร์คยังคงมีการผลิตในออร์เดอร์ขนาดใหญ่ ซึ่งมีผลกำไรน้อย ดังนั้นถ้ามีการผลิตจำนวนเล็กก็จะทำให้ผลกำไรมากขึ้น ในการผลิตจะมีการผลิต SKU ที่น้อยลงทำให้ความเสียน้อยตามไปด้วย

การเป็นแบรนด์ในตลาดอเมริกา

  1. มี Trade Mark หรือ Copy Right
  2. การตั้ง Cost Price
  3. มี Customer Service อยู่ในอเมริกา สามารถให้ข้อมูลกับลูกค้าได้ทันที
  4. Banking จะต้องตั้งอยู่ในอเมริกา เนื่องจากบายเออร์จะไม่จ่ายเงินในเมืองไทย ดังนั้นการจดทะเบียนบริษัทจึงควรจดในประเทศสหรัฐอเมริกาด้วย

การผลิตสินค้าในตลาดอเมริกาต้องอาศัยการกำหนดทิศทางในอนาคตจาก WGSN เพื่อเป็นข้อมูลตัวอย่างแนวทางการออกแบบ และ Resource การศึกษาแนวโน้มของผู้บริโภค และการศึกษาตลาดของอเมริกา

Monday, November 10 Los Angeles, California
The LA Fashion District Tour

(Ms.Christine Silvestri)

LA Fashion District เป็นศูนย์รวมของอาคารหลายอาคารที่เป็นที่ตั้งของตัวแทนจำหน่ายสินค้าแฟชั่นของสหรัฐฝั่งตะวันตกที่ใหญ่ที่สุด อาคารจะถูกแบ่งเป็นโซนตามระดับสินค้า และมีการแบ่งเป็นห้องๆ จัดแต่งแบบโชว์รูม มีการจัดงานแสดงสินค้าย่อยๆ ตลอดปี

CA Market Center เป็นตึกการค้าส่งที่ใหญ่ที่สุด มีทั้งหมด 4 ตึกของส่วนขายส่ง 1 ตึกมี 3 Towers รวมเป็นพื้นที่ 1 ตึก CA Market Center มีพื้นที่ขนาดใหญ่สำหรับการทำ Trade Show โดย CA Market Center ตั้งอยู่ใน LA Fashion District ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา มีการเปลี่ยนแปลงทุกๆ 6 เดือน และ 1 ปี มีการจัดโซนสินค้าแยกเป็นชั้นค่อนข้างชัดเจน มีเพียงบางร้านเท่านั้นที่มีการผสมประเภทของสินค้าในร้านเดียวกัน ผลิตภัณฑ์แบ่งออกเป็น เสื้อผ้าผู้หญิง ผู้ชาย เด็ก สินค้าของขวัญ และสินค้าตกแต่งบ้าน เครื่องประดับ ภายในตึกมีทั้งเป็นโรงงานการผลิต ดีไซน์เนอร์แบรนด์ ผู้นำเข้า โชว์รูม และมีโรงเรียนแฟชั่น ภายในตึกมีการจัดงานเทรดโชว์ประมาณ 20 เทรดโชว์ต่อปี แบ่งเป็นเสื้อผ้าหญิง ชาย และเด็ก 5 ครั้งต่อปี รองเท้า 4 ครั้งต่อปี และผ้า 2 ครั้งต่อปี โดยพื้นที่ออกเป็น 2 ส่วนคือ การจัดนิทรรศการในชั้นล่าง และการจัดเทรนด์ในห้องชั้น 13 ที่มีพื้นที่ขนาดใหญ่ ลักษณะเทรดโชว์มีลักษณะคล้ายกับ Magic Show การแบ่งโซนของโชว์รูม สินค้าสตรีแบ่งออกเป็น 3 ระดับคือ Junior เป็น Fast Fashion เช่น 21Forever สินค้า Nordstrom และสินค้า BCBG ระดับ High End

ลักษณะโชว์รูมภายในตึกนี้จะเป็นโชว์รูมแบบถาวรใช้สำหรับการติดตามออร์เดอร์จากการออกงานแฟร์ขนาดใหญ่ หรือเป็นโชว์รูมสำหรับการเลือกสินค้าปลายคอลเลคชั่น หรือกลุ่มที่มองหาคอลเลคชั่นเพิ่มเติม ในการติดตามออร์เดอร์ ส่วนมากโชว์รูมจะทำการนัดหมายประชุมทางอีเมล์กับ Sale Rep. เพื่อนัดหมายชมคอลเลคชั่น

Textile Show หรือ Fabric Mills จะเป็นงานแสดงสินค้าผ้าส่วนใหญ่มาจากเกาหลี ฝรั่งเศส จีน อินเดีย กลุ่มลูกค้าที่เดินจะเป็นนักออกแบบจากอเมริกา ใน NY และ LA ในการดำเนินธุรกิจในอเมริกาควรมีตัวแทนจำหน่ายในอเมริกาเป็น Sale Rep. เพราะกลุ่มพวกนี้สามารถให้คำปรึกษาทางธุรกิจ แนะนำผลิตภัณฑ์ ขนาดของเสื้อผ้าที่เหมาะสมกับกลุ่มลูกค้า ลักษณะของ Sale Rep. จะมีการแบ่งสายการทำตลาดของลูกค้าที่ต่างกัน เช่น Sale Rep. สำหรับกลุ่มประเทศยุโรป และ Sale Rep. สำหรับ International Collection

สำหรับในกลุ่มสินค้าผู้ชาย ปัจจุบันได้รับความสนใจเพิ่มมากขึ้น โดยจะเห็นจากมีโชว์รูมสินค้าผู้ชายเพิ่มมากขึ้นภายในพื้นที่ ส่วนมากเป็นสินค้าประเภท Casual และ Contemporary

การบริหารจัดการพื้นที่จะมีความเท่าเทียมกันในทุกสินค้า คือ จะมีบริการการให้คำปรึกษาทางด้านการทำธุรกิจกับทุกโชว์รูมภายในตึก

The Fashion Institute of Design and Merchandizing
(Ms.Lanie Denslow, Director of International Affairs)

FIDM เป็นสถาบันการศึกษาแฟชั่นของเอกชนที่มีชื่อเสียงมากที่สุดแห่งหนึ่ง มีหลักสูตรการเรียนการสอนในระดับอนุปริญญา และระดับปริญญาตรี ที่ครอบคลุมทุกด้านของดีไซน์ และเน้นการผลิตเชิงการค้า หลักสูตรที่มีชื่อเสียงมากคือ Fashion Merchandising มีการร่วมมือกับภาคเอกชนทั้งในการสร้างโปรเจ็คกับนักศึกษาและการฝึกงาน เป็นสถาบันการศึกษาที่เปิดรับความร่วมมือจากภายนอก ภายใน FIDM มีห้อง International Liberty สำหรับเก็บตัวอย่างวัสดุใหม่ๆ เช่นวัตถุดิบที่ย่อยสยายได้ หรือนวัตกรรมใหม่ๆ เปิดโอกาสให้นักเรียนสามารถเข้ามาสัมผัสเพื่อนำไปใช้ในการอ้างอิงในงานวิจัย รวมถึงเป็นห้องที่ใช้ในการทดลอง ทดสอบวัตถุดิบใหม่ๆ และยังมีห้องผ้าตัวอย่างเชิงพาณิชย์ให้นักศึกษาได้ตัดตัวอย่างผ้า หรือวัสดุอื่นๆไปใช้ประกอบการเรียนการสอนในวิชาเช่น Visual Merchandising, Luxury Fabric เป็นต้น ห้องสมุดนี้เป็นห้องสุดด้านงานออกแบบและแฟชั่นที่ใหญ่ที่สุดในแถบนี้

FIDM เป็นสถาบันการศึกษาที่มีความโดดเด่นในด้านการศึกษาที่ควบคู่ไปกับอุตสาหกรรม เปิดโอกาสให้ภาคอุตสาหกรรมมีส่วนร่วมในการทำการเรียนการสอนกับภาคการศึกษา หลักสูตรที่มีความสำคัญและได้รับความนิยมมากที่สุด คือ Fashion Design, Visual Communication, Product Development และ Merchandising & Marketing สิ่งที่มีความโดดเด่นอีกประการหนึ่งของ FIDM คือ การสร้างความร่วมมือของอุตสาหกรรมในระดับชาติ และ International การเปิดโอกาสให้อุตสาหกรรมตั้งปัญหาและให้นักศึกษาร่วมกันแก้ปัญหานั้นๆ และการให้นักศึกษาฝึกงานในลักษณะ Partnership โดยการทำเป็นโปรเจ็คพิเศษให้กับนักศึกษาฝึกงานนั้น หรือการสร้าง International Product ใหม่ๆ เพื่อให้เกิดความเข้าสใจในระบบการทำงานของภาคอุตสาหกรรมที่แท้จริง โดยการพัฒนาร่วมกันของนักศึกษาและอุตสาหกรรม ลักษณะการสนับสนุนของอุตสาหกรรมจะอยู่ในรูปของการอำนวยความสะดวกในด้านต่างๆ เช่น การผลิตวัตถุดิบ เป็นต้น ซึ่งโครงการนี้จะเป็นการส่งเสริมให้นักศึกษามีประสบการณ์จริงจากการทำงาน ลักษณะการให้ทุนอีกรูปแบบหนึ่งจะได้จากการจำหน่ายตั๋วการเข้าชมแสดงผลงานของนักศึกษาในสถาบัน ระบบการศึกษาของ FIDM เปิดการศึกษาเป็น Quarter 4 ครั้งต่อปี สามารถเข้าศึกษาใน Quarter ใดก็ได้

ในการพัฒนาหลักสูตร FIDM จะเชิญภาคอุตสาหกรรมเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาหลักสูตรให้ตรงกับความต้องการ และมีความทันสมัย โดยอีกมุมหนึ่งจะส่งคณาจารย์ไปเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และทำการ Training ให้กับอาจารย์อย่างสม่ำเสมอ

———————————————————————————-

ชื่อการศึกษาดูงาน : U.S. FASHION CLUSTER

สนับสนุนงบประมาณโดย : UNITED STATES DEPARTMENT OF STATE BUREAU OF EDUCATIONAL AND CULTURAL AFFAIRS
ผู้ประสานงานในประเทศ :
Ms. Kanittha NAVARAT, U.S. Embassy Bangkok
Ms. ANNE SESHADRI, U.S. Embassy Bangkok
Ms. Usawadee KAPICHAI, U.S. Embassy Bangkok

ผู้ประสานงานในสหรัฐอเมริกา :
Mr. Anatoli Samochornov, Department of State, Office of International Visitors
Ms. Kauwel Qazi, Department of State, Office of International Visitors

Interpreter :
Mr. George D. Capps
Mrs. Soontaree U. Davidson
Mrs. Montanee Anusas-amornkul

ผู้เข้าร่วมกิจกรรม :
Mr. Anothai CHOLACHATPINYO, Kasetsart University.
Mr. Itichai PATAMASIRIWAT, Office of Industrial Economics, Ministry of Industry.
Mr. Pradit RATANAWIJITRASILP, Thailand Textile Institute.
Mr. Thavorn KANOKVALEEWONG, Thai Garment Manufacturer Association.
Mr. Polpat ASAVAPRAPHA, Bangkok Fashion Society.
Mr. Bhubawit KRITPHOLNARA, Bangkok Fashion Society.
Ms. Chuleeporn PIEMSOMBOON, Kasetsart University.
Mr. Nattadon RUNGRUANGKITKRAI, Kasetsart University.
Ms. Adchara JONGKAVADEE, Kasetsart University.
Mr. Somphong KONGRUNGRUANGSAKUN, Kasetsart University.

ระยะเวลา November 2 – 11, 2014
สถานที่ New York and Los Angeles, California, United States

ผู้จัดทำรายงานสรุป
1. ผศ.ดร. อโนทัย ชลชาติภิญโญ
2. นาย สมพงษ์ คงรุ่งเรืองสกุล
3. นางสาว อัจฉรา จงควดี

« 1 of 2 »