Office of Knowledge Management and Development (Public Organization) or OKMD is a government organization under the office of the Prime Minister dedicated to national promotion of public learning. OKMD supports the development of a wide range of state-of-the-art learning facilities in order to strengthen Thailand’s human resources. We are also obliged to create suitable knowledge that will improve long-term quality of life. In order to further the OKMD objectives, therefore, OKMD has initiated a pilot project named “Modern Thai Silk” to support and develop Thai silk products for commercial purposes that will lead to the improvement of silk quality, production and industry as well as the country economic development.

กว่าจะมาเป็น Modern Thai Silk

ไหมคือราชินีของใยผ้า ทั้งนี้เพราะไหมเป็นใยที่สวยงาม หรูหรา จากคุณสมบัติที่โดดเด่น คือ ความมันวาว ความอ่อนนุ่ม และการดูดซับความชื้นได้ดี ผ้าไหมจึงมีทั้งความสวยงาม และสวมใส่สบาย การทอผ้าไหม เป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตไทยมายาวนาน สมัยก่อนผู้หญิงไทยจะทอผ้าสำหรับไว้ใช้ในครัวเรือน ภูมิปัญญานี้ได้ถูกถ่ายทอดสู่รุ่นหลาน จนถึงปัจจุบันการทอผ้ายังคงดำเนินอยู่ในชีวิตประจำวันของหญิงไทยส่วนหนึ่ง ซึ่งนอกเหนือจากการทอผ้าเพื่อใช้ในครัวเรือนแล้ว ยังสามารถจำหน่ายเพื่อเป็นรายได้เสริม จะเห็นได้จากโครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ มีผลิตภัณฑ์ผ้าไหมอยู่เป็นจำนวนมาก การพัฒนาผ้าไหมไทยให้เป็นที่ยอมรับทั้งในระดับชาติและระดับสากลจึงเป็นเรื่องสาคัญยิ่ง

โครงการพัฒนาต้นแบบไหมไทยร่วมสมัย หรือ Modern Thai Silk เป็นโครงการที่ริเริ่มโดยสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งเล็งเห็นถึงความสำคัญ ในการส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าไหมไทยให้สูงขึ้น โดยการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการ ผู้ผลิต และนักออกแบบ ที่เกี่ยวข้องกับผ้าไหมไทยได้เรียนรู้ เข้าใจถึงการสร้างมูลค่าเพิ่มของผลิตภัณฑ์ โดยได้รับคำแนะนาจากที่ปรึกษาซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญรอบด้าน มีข้อมูลวัตถุดิบ วัสดุ ความสำคัญของการออกแบบ และเทรนด์การออกแบบของต่างประเทศ ซึ่งจะทำให้เข้าใจได้ถึงแนวคิดเชิงลึก สามารถนำไปสร้างความแตกต่างของผลิตภัณฑ์ สร้างมูลค่าเพิ่ม สร้างความเชื่อมั่น และการยอมรับในระดับชาติและระดับสากล

IMG_2587

Background of the Modern Thai Silk Project

Silk is generally considered the queen of overall fibers because of its distinguished beauty and luxury characteristics i.e. luster, softness, and good absorption. Appreciation in silk can then be derived from both the way it looks and the comfort it gives when wearing. Silk weaving and so silk textiles have been a part of Thai culture for a long time. In the past, Thai women traditionally wove the silk for their personal and daily use only. This wisdom thus has been passed from generation to generation in Thailand. Until now, silk weaving is still practiced as a part of some Thai women’s daily life. Apart from weaving for personal use within the household, the silk is widely sold domestically and internationally in order to generate income to the family and the country. The well-known project “One Tambon One Product (OTOP)” in Thailand is a good example demonstrating that there are many silk products available successfully in the market. Continuity in production and promotion of Thai silk to be widely accepted both in national and international levels is therefore the significant issue.

The Modern Thai Silk project was thus initiated by the Office of Knowledge Management and Development (Public Organization) under the provision of the Prime Minister Office. It aims basically to recognize the significance and increase the value added of Thai silk. Knowledge management regarding the complete Thai silk business among all producers, manufacturers and designers is the core objective in the project. With recommendations from involved expert consultants, various Thai silk aspects in raw materials, equipment, design trends locally and internationally will be discussed for the profound understanding. The project is targeted to strengthen Thai silk product differentiation, value added, confidence and acceptance in everywhere market.

IMG_2782

ความเป็นมาของการส่งเสริมการเลี้ยงไหมในประเทศไทย

เชื่อกันว่าการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมมีต้นกำเนิดมาจากประเทศจีนและแพร่กระจายไปยังประเทศต่างๆ ทั้งซีกโลกตะวันออกและตะวันตก การปลูกหม่อนเลี้ยงไหมในประเทศไทยเริ่มตั้งแต่เมื่อไร ไม่สามารถยืนยันได้ แต่พอสันนิษฐานได้ว่าคงกระทำกันมานานแล้วโดยคนไทยที่อพยพลงมาจากประเทศจีน ในสมัยนั้น เลี้ยงไหมเพียงเพื่อทอเป็นเครื่องนุ่งห่มไว้ใช้ในครัวเรือนเท่านั้น ในสมัยรัชกาลที่ 5 มีการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมกันทั่วประเทศ โดยเฉพาะในภาคอีสาน แต่เส้นไหมที่ได้ยังมีคุณภาพไม่ดีนัก พระองค์จึงทรงมีพระราชดำริจะบำรุงอุดหนุนการทำไหม โดยเริ่มในปี พ.ศ. 2444 ได้จ้างผู้เชี่ยวชาญชาวญี่ปุ่นเข้ามาสำรวจเพื่อหาลู่ทางในการปรับปรุงการเลี้ยงไหมในประเทศไทย มีการทดลองปลูกหม่อนเลี้ยงไหมและสาวไหม และสร้างสถานีทดลอง รัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ข้าหลวงในสมเด็จพระพันปีหลวงฝึกหัดสาวไหม

ต่อมาทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งกรมช่างไหม และตั้งสาขาของกรมช่างไหมที่มณฑลนครราชสีมาและเมืองบุรีรัมย์ สอนการทำไหมและแจกพันธุ์ไหมให้แก่ราษฎร จนกระทั่งในปี 2455 กระทรวงเกษตราธิการได้เลิกกรมช่างไหมและสาขาต่างๆ รัฐบาลในสมัยนั้นเลิกบำรุงการเลี้ยงไหม

ปี พ.ศ. 2475 ทางราชการได้กลับมาสนับสนุนการเลี้ยงไหมอีกครั้ง มีการจัดตั้งโรงสาวไหมด้วยเครื่องจักร และประสบกับปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบและขาดช่างที่ชำนาญงาน จึงต้องหยุดกิจการไปในปี พ.ศ. 2498 ซึ่งเป็นปีที่เกิดมหาสงครามเอเชียบูรพา ในช่วงระยะเวลาเดียวกัน กรมเกษตรและการประมงได้ฟื้นฟูการเลี้ยงไหมขึ้นใหม่ โดยตั้งหมวดการเลี้ยงไหมขึ้นที่ปากช่อง พุทไธสง หนองคาย ชนบท และร้อยเอ็ด ซึ่งต่อมาได้ยกฐานะเป็นสถานีส่งเสริมการเลี้ยงไหม สังกัดแผนกส่งเสริมการเลี้ยงไหม

ปี พ.ศ. 2500 แผนกส่งเสริมการเลี้ยงไหมถูกโอนมาขึ้นอยู่กับกองการค้นคว้าทดลอง ทาหน้าที่ศึกษาวิจัยและปรับปรุงพันธุ์หม่อนไหม ต่อมามีการจัดตั้งกรมส่งเสริมการเกษตร กรมนี้จึงรับหน้าที่ส่งเสริมการปลูกหม่อน เลี้ยงไหมเกษตรกร และในปี พ.ศ. 2525 ได้จัดตั้งกรมวิชาการเกษตร จึงมีการศึกษาวิจัยวิทยาการใหม่ๆ เกี่ยวกับการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ซึ่งมีสถาบันวิจัยหม่อนไหมเป็นหน่วยงานรับผิดชอบ

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ ทรงสนพระทัยผ้าไหมไทย โดยเฉพาะผ้าไหมมัดหมี่ นับแต่ทรงดำรงฐานะเป็น “พระคู่หมั้น” เมื่อพระบามสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเริ่มเสด็จออกไปทรงเยี่ยมราษฎรในท้องที่ชนบท สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถได้เสด็จพระราชดำเนินโดยตลอด ได้ทอดพระเนตรเห็นหญิงชาวบ้านนุ่งซิ่นไหมมัดหมี่มารับเสด็จ ทรงพอพระหฤทัยในความงามของผ้ามัดหมี่ จึงทรงมีพระราชดำริให้ส่งเสริมการทอผ้าไหมไว้เป็นอาชีพเสริมเพื่อเพิ่มรายได้แก่ครอบครัว นับแต่นั้นมา

เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในปี พ.ศ. 2548 ได้จัดตั้งสถาบันหม่อนไหมแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ เพื่อทำหน้าที่เป็นหน่วนงานหลักในการดำเนินการบริหารจัดการด้านหม่อนไหมอย่างครบวงจร และต่อมาในปี พ.ศ. 2552 ได้รับการสถาปนาเป็น “กรมหม่อนไหม” กรมลำดับที่ 14 ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปัจจุบันกรมหม่อนไหมจึงเป็นหน่วยงานหลักในการวิจัย ส่งเสริม คุ้มครอง อนุรักษ์ และดำเนินงานด้านธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับหม่อนไหมอย่างครบวงจร เพื่อความมั่นคงและเข้มแข็งในอาชีพหม่อนไหมอันเป็นภูมิปัญญาไทยที่ทรงคุณค่าให้คงอยู่คู่แผ่นดินไทยสืบไป

IMG_0141

Background of Sericulture Development in Thailand

It is believed that silk yarn production from sericulture was firstly originated in China and later on extended to Eastern and Western countries. The evidence is not yet confirmed when sericulture started in Thailand. It is, however, assumed that silk production might take place long time ago by those who also immigrated from China to Thailand. At that time, silk production was only to serve the purpose of making clothes for the household members. During the regime of King Rama V, sericulture was promoted generally across the country, especially in the Northeastern region of Thailand. The quality of silk, anyway, was not that of high satisfaction. The King therefore had initiated an idea since 1901 to improve Thai silk quality through hiring Japanese experts to conduct the survey and feasibility study to improve silk production in the country. By that time, there were various experiments for mulberry plantation, silk cultivation and reeling as well as the construction of experimental station. As a consequence, King Rama V especially assigned silk reeling training for servants under the Queen Saovabha Phongsri.

Later on, the King finally established Department of Silk Sericulture and its branches in Nakhon Ratchasima and Buriram teaching the people how to produce silk from silkworm distributed from the Department. However, in 1912, Ministry of Agriculture decided to terminate the Department of Silk Sericulture and its branches due to change in government development direction.

In 1932, the government turned to support silk sericulture once again by establishing silk reeling plant fully equipped with machinery. Due to shortage of sufficient raw material and lack of skilled labors, such operation was ended in 1955 when the Great East Asia War also began. Nevertheless, Department of Agriculture and Fisheries still revived the silk sericulture activities by establishing silk sericulture sections in many Northeastern areas including Pakchong, Phutthaisong, Nongkhai, Chonnabhot, and Roi-et. These working sections were later leveraged to silk sericulture promotion station under the Silk Sericulture Promotion Division.

In 1957, Silk Sericulture Promotion Division was transferred to be under the provision of the Experimental Division aiming at silk worm research and breeding improvement. Silk research was continued briefly under the newly established Department of Agricultural Extension.   When Department of Agriculture were officially constructed in 1982, Institute of Sericulture was then attached within and be responsible for all silk research and experiment in the country.

Along with silk research and development in the country, Her Majesty the Queen Sirikit has been very mindful to Thai silk, particularly tied-dyed silk (Mud-Mee Thai silk). Since she was appointed to be the Fiancée of His Majesty the King Bhumibol, the Queen has always visited the people throughout the country with the King. Accordingly, the Queen has many opportunities to witness the beauty of Thai silk from many women who dressed with tied-dyed clothes to greet the royal couple everywhere. Moreover, the Queen has permitted to include the silk production as the career promotion plan for rural people under the royal project.

In order to honor Her Majesty the Queen, the Queen Sirikit’s Institute of Sericulture was then founded in 2005 as the main official agency to manage all affairs concerning silk sericulture. Later in 2009, the institute was reestablished as the Queen Sirikit’s Department of Sericulture, the 14th Department of Ministry of Agriculture and Cooperation. At the present, Queen Sirikit’s Department of Sericulture is the main agency for research, promotion, protection, conservation and business development related to sericulture. The Department’s main responsibility is to ensure that the sericulture in Thailand will continue into the future with strength and security as the valuable wisdom and pride of the nation.

IMG_9449

จากหนอนไหมสู่ผ้าไหม

การผลิตผ้าไหมแต่ละชิ้นต้องดำเนินการหลายขั้นตอน โดยเริ่มจากการปลูกหม่อน เพราะใบหม่อนเป็นอาหารของหนอนไหม ก่อนเลี้ยงไหมต้องปลูกและดูแลหม่อนให้ได้ใบหม่อนที่มีคุณภาพดีและมีปริมาณเพียงพอ หลังจากปลูกหม่อนไปแล้วประมาณ 6 เดือน จึงจะสามารถเก็บใบไปเลี้ยงไหมได้ การเก็บใบหม่อนต้องระวังไม่ให้ต้นหม่อนชอกช้า และได้รับความกระทบกระเทือนน้อยที่สุด จะต้องเลือกเก็บใบหม่อนตามวัยของหนอนไหมที่จะเลี้ยง หนอนไหมวัยอ่อนต้องเลี้ยงด้วยใบหม่อนอ่อน ไหมวัยแก่ต้องเลี้ยงด้วยใบหม่อนแก่ การให้หนอนไหมกินใบหม่อนที่เหมาะสมตามวัย ช่วยให้หนอนไหมเติบโตเร็ว แข็งแรง และให้รังไหมที่มีคุณภาพดี การเลี้ยงไหมเริ่มตั้งแต่ยังเป็นไข่เล็กๆ เท่าปลายเข็ม หลังจากฟักออกมาเป็นหนอนไหมจะเติบโตอย่างรวดเร็วจากหนอนไหมวัยอ่อนจนเป็นหนอนไหมวัยแก่ ซึ่งจะผลิตใยไหมออกมาเป็นรังห่อหุ้มตัว รังไหมที่ได้จะนำไปสาวเป็นเส้นไหม

ในการสาวไหมจะนำรังไหมใส่ในหม้อต้มน้ำ พอน้ำเดือดจะสาวเส้นไหมขึ้นรอดรูไม้แบนที่อยู่เหนือปากหม้อ สาวขึ้นมาพันกับรอก ในขณะที่ใช้มือหนึ่งสาวไหมจากรอกลงสู่ภาชนะที่รองรับ ก็จะใช้อีกมือหนึ่งถือไม้ง่ามหรือไม้ขืน คอยกดและเขย่ารังไหมไม่ให้ลอยขึ้นพ้นน้ำ เส้นไหมที่สาวได้จะเรียบและไม่ยุ่งเหยิง ต่อจากนั้นจะนำเส้นไหมที่สาวได้ไปทำเป็นใจไหมหรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “เปีย” เส้นไหมที่สาวได้เป็นไหมดิบ คือ ยังมีกาวไหมเคลือบอยู่ ต้องนำไปฟอกให้นิ่มและเป็นสีขาว วิธีฟอกไหม ชาวบ้านจะใช้น้ำขี้เถ้าจากกาบกล้วย ใบกล้วย งวงตาล ฝักหรือเปลือกเพกา ฯลฯ อย่างใดอย่างหนึ่ง นำไหมที่จะฟอกลงแช่น้ำในด่าง แช่จนเส้นไหมนิ่มและขาว หากกาวไหมยังออกไม่หมดก็จะนำเส้นไหมไปแช่ด่างซ้ำอีกครั้ง ถ้าต้มในน้ำด่างก็จะขจัดกาวได้เร็วขึ้น ปัจจุบันมีการใช้สารเคมีแทนขี้เถ้าจากธรรมชาติบ้าง หลังจากฟอกกาวแล้วจึงนำเส้นไหมไปย้อมสีและถักทอเป็นผืนผ้าต่อไป

IMG_9487

From Silkworm to Silk Fabric

Each piece of silk fabric is derived through many processes starting from mulberry plantation as the main food for the silkworms. Prior to the silk sericulture, mulberry must be planted and taken good care intensively in order to produce good quality and quantity of mulberry leaves. Such leaves will be harvested 6 months after plantation to feed the silkworms. Mulberry leaves must also be harvested as gently as possible in order to create least friction on the mulberry tree. The leaves must be planned to be picked in relation to the age of silkworms. In other words, younger leaves will be for younger silkworms while older leaves will also be for older silkworms. Appropriate mulberry leaf quality will be the key to the good growth of worms and then high quality of silk cocoons.

The sericulture basically starts since the stage where the worm egg is as small as the needle’s tip. When a normal worm gets out from its egg and becomes the silkworm. It thus grows very fast from young silkworm to the older one while producing silk fibers to wrap itself and its cocoon. Such silk cocoon will be then reeled later in order to get the valuable silk yarn.

Regarding reeling technique, cocoons are boiled in hot water. When the water is fully heated up and the cocoons are floated above boiled water, the silk yarn will be reeled through the hole of flat shaped-wooden stick and bound with a pulley. A skillful person uses one hand to pull the silk yarn from the pulley into a container and uses another hand to hold a wooden prong or wooden stick to press and shake the silk cocoons in a manner that not allowing them to be floated above the water. Owing to such technique, the collected silk yarn will become smooth and not be disordered. The silk yarn will then be organized into a skein or “Pia” as usually called by the rural villagers.

The fibroin silk is considered as raw silk because the yarn is still coated with some kind of gum. The yarn must be washed and bleached in order to get white silk yarn. During the bleach process, raw silk yarn will be soaked in ashes alkaline water from either the leaf sheaf of banana tree, banana leaf, palm’s spadix, nine tops pagoda or shell of Indian Trumpet Flower, until the yarn becomes soft and white. If there is still some remaining gum on the yarn after this process, the yarn will be soaked again in alkaline water. Gum can possibly be faster removed when the yarns are boiled in alkaline water. At the present, chemical is increasingly used to replace those natural ashes. Finally, after the bleaching process, the silk yarns will be dyed and woven into beautiful fabrics.

IMG_9444

พันธุ์ไหมไทย

ไหมพันธุ์ดีที่กรมหม่อนไหมแนะนำและส่งเสริมให้เกษตรกรเลี้ยงมีทั้งพันธุ์พื้นบ้านและพันธุ์ลูกผสม ดังต่อไปนี้

  • พันธุ์นางน้อยศรีสะเกษ-1 เป็นพันธุ์พื้นบ้าน ให้เส้นไหมสีเหลืองเข้ม จึงนิยมเรียกว่า “ไหมทอง” ให้ผลผลิต 10-12 กิโลกรัมต่อแผ่น (1 แผ่นจะให้หนอนไหม 20,000 ตัว) อายุหนอนไหม 20 วัน รังสีเหลือง หัวป้าน-ท้ายแหลม)
  • พันธุ์นางน้อยสกลนคร เป็นพันธุ์พื้นบ้าน ให้ผลผลิต 9 กิโลกรัมต่อแผ่น อายุหนอนไหม 18-19 วัน รังไหมสีเหลือง หัวป้าน-ท้ายแหลม
  • พันธุ์สำโรง (สุรินทร์) เป็นพันธุ์พื้นบ้าน ให้ผลผลิต 9 กิโลกรัมต่อแผ่น อายุหนอนไหม 23 วัน รังไหมสีเหลือง หัวป้าน-ท้ายแหลม
  • พันธุ์นางลาย เป็นพันธุ์พื้นบ้าน ให้ผลผลิต 11 กิโลกรัมต่อแผ่น อายุหนอนไหม 23 วัน รังไหมสีเหลือง หัวป้าน-ท้ายแหลม
  • พันธุ์อุบลราชธานี 60-35 (ดอกบัว) เป็นพันธุ์ลูกผสม ให้ผลผลิต 13-18 กิโลกรัมต่อแผ่น อายุหนอนไหม 18 วัน รังไหมสีเหลือง หัวป้าน-ค่อนข้างกลม
  • พันธุ์อุดรธานี เป็นพันธุ์ลูกผสม ให้ผลผลิต 16-17 กิโลกรัมต่อแผ่น อายุหนอนไหม 19 วัน รังไหมสีเหลือง ยาวรี ทนต่อโรคแกรสเซอรี่
  • พันธุ์สกลนคร เป็นพันธุ์ลูกผสม ให้ผลผลิต 21 กิโลกรัมต่อแผ่น อายุหนอนไหม 19 วัน รังไหมสีเหลือง ยาวรี แข็งแรง เลี้ยงได้ตลอดปี
  • พันธุ์สกลนคร 2 เป็นพันธุ์ลูกผสม ให้ผลผลิต 25-30 กิโลกรัมต่อแผ่น อายุหนอนไหม 19 วัน รังไหมสีเหลือง คล้ายถั่วลิสง ทนต่อโรคแกรสเซอรี่

Thai Silkworm Races

Since the foundation of all process in sericulture and then silk production starts with silkworm, selection of silkworm races is thus an important key of success. Currently, good silkworm races recommended and promoted by the Department of Sericulture are both native and hybrid races:

  • Nang Noi Sisaket – 1: A native race giving dark yellow silk yarn, thus it is widely known as “Golden Silk”. Its productivity is 10-12 kilograms per one sheet (one sheet contains of 20,000 silkworms). It’s mature age is 20 days with yellow obtuse head and sharp end cocoon)
  • Nang Noi Sakonnakhon: A native race yields 9 kilograms per sheet with the mature age of 18-19 days. Its cocoon is yellow with obtuse head and sharp end.
  • Samrong (Surin): A native race yields 9 kilograms per sheet with the mature age of 23 days. Its cocoon is yellow with obtuse head and sharp end.
  • Nang Lai: A native race yields 11 kilograms per sheet with the mature age of 23 days. Its cocoon is yellow with obtuse head and sharp end.
  • Ubol Ratchathani 60 – 35 (Lotus): A hybrid race yields 13-18 kilograms per sheet with the mature age of 18 days. Its cocoon is yellow with obtuse – almost round head.
  • Udon Thani: A hybrid race yields 16-17 kilograms per sheet with the mature age of 19 days. Its cocoon is yellow with oval long shape. This race has high resistance against Grassery Disease.
  • Sakonnakhon: A hybrid race yields 21 kilograms per sheet with the mature age of 19 days. Its cocoon is yellow with oval long shape and very robust. It can be sericultured throughout the year.
  • Sakonnakhon 2: A hybrid race yields 25-30 kilograms per sheet with the mature age of 19 days. Its cocoon is yellow and looks similar to ground nut. The race has a high resistance against Grassery Disease.

IMG_9479

คุณภาพของเส้นไหม

คุณภาพเส้นไหมไทยแบ่งเป็น 3 ชั้นคุณภาพ ดังนี้

  • ไหมคุณภาพชั้นหนึ่ง คือ ไหมที่สาวแยกเอาเฉพาะไหมชั้นในของรังไหมที่เรียกว่า “ไหมน้อย” เป็นเส้นไหมที่มีความละเอียด สม่ำเสมอ เงามัน มีความเหนียวและยืดตัวดี ใช้เป็นเส้นด้ายยืน (Warp) ได้
  • ไหมคุณภาพชั้นสอง คือ ไหมสาวรวมหรือไหมสาวเลย โดยไม่แยกชั้นนอกหรือชั้นใน จึงมีทั้งไหมคุณภาพดีและไม่ดีปนกัน เหมาะสำหรับเป็นเส้นด้ายพุ่ง (Weft) ถ้าสาวได้ดีอาจใช้เป็นเส้นด้ายยืนได้
  • ไหมคุณภาพชั้นสาม คือ ไหมที่สาวแยกเอาเฉพาะชั้นนอก ค่อนข้างหยาบ ไม่สม่ำเสมอ มีปุ่มปมมาก และไม่ค่อยเงามัน จึงใช้เป็นเส้นด้ายพุ่งเท่านั้น

ส่วนการจัดคุณภาพเส้นไหมยืนดิบนั้นปัจจุบันสามารถนำมากำหนดเกรดเส้นไหมที่สาวได้ โดยเทียบกับมาตรฐานของ Yokohama and Kobe Silk Conditioning House ของญี่ปุ่นซึ่งได้กาหนดเกรดไว้ดังนี้ 5A, 4A, 3A, 2A, A, B, C และ D

คุณภาพของผ้าไหมขึ้นอยู่กับเส้นไหมที่ใช้ ถ้าใช้ไหมน้อยก็จะได้ไหมคุณภาพดี ถ้าใช้ไหมชั้นสองก็จะได้ผ้าคุณภาพปานกลาง และถ้าใช้ไหมชั้นสามก็จะได้ผ้าคุณภาพต่ำ

Quality of silk yarn

With all those mentioned silkworm races, the derived Thai silk yarn can be classified into 3 quality levels:

  • First Class: It is the yarn from the inner layer of the cocoon which is typically called “Mai Noi”. The yarn is very fine, uniform, shiny, and strong with very good stretching ability. It can be used as a warp yarn.
  • Second Class: It is the yarn that was filature from the cocoon without considering of layer of the cocoon. Thus, the yarns are both high and low quality mixed together. This kind of yarn is to be used as weft yarn. However, if the filature process was carried in a good way, it can be used as warp yarn as well.
  • Third Class: It is the yarn from the outer layer of the cocoon. The yarn is rough, not uniform with a lot of knots and not shiny. This kind of yarn is only used as weft yarn.

In terms of quality classification of raw silk warp yarn, silk yarn can be simply differentiated to various grades in accordance with the standard of Yokohama and Kobe Silk Conditioning House of Japan including 5A, 4A, 3A, 2A, A, B, C, and D.

It can be again stated that quality of silk fabric depends mainly on quality of silk yarn used. If Mai Noi or first class silk yarns are used, the quality of silk fabric will be considered good. If second class silk yarns are used, then the quality of silk fabric is decreased to be moderate. If, finally, the third class silk yarns are used, silk quality is expected to be poor.

IMG_2578

สมบัติที่สำคัญของไหมไทย

ไหมมีสมบัติที่ดีหลายประการด้วยกัน ไหมเป็นเส้นใยที่มีความเหนียวมากเมื่อเทียบกับความละเอียดของเส้นใย มีความเงามันสูง มีความยืดหยุ่นและทนต่อการยับได้ดี ไหมจะยืดหรือหดตัวน้อยมาก ถ้าไหมยืดตัวออกเล็กน้อยจะหดกลับได้เกือบเท่าเดิม เมื่อรีดจะคืนกลับสภาพเดิมได้ ผ้าไหมสวมใส่สบาย เพราะเส้นใยดูดความชื้นได้ดีและแห้งเร็ว ไม่จับฝุ่นง่าย สามารถย้อมและพิมพ์สีได้หลายชนิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งสีที่สดใสมากๆ ไหมทนความร้อนได้ถึง 135 องศาเซลเซียส แต่จะเหลืองไหม้เกรียมและสลายตัวที่ 177 องศาเซลเซียส สามารถทอเป็นผ้าที่มีโครงสร้างหลากหลาย ทั้งชนิดบางเบาและทิ้งตัวได้ดี ไปจนถึงผ้าที่มีโครงสร้างแน่น หนัก มีความแข็งแรงทนทานสูง

ใยไหมไม่ค่อยทนต่อด่าง โดยเฉพาะด่างแก่ ซึ่งหากมีความร้อนด้วย จะทำลายใยไหมมากขึ้น ใยไหมมีความคงทนต่อกรดได้ดีกว่าเส้นใยอื่นๆ แต่กรดบางชนิด อาทิ กรดไฮโดรคลอริก และกรดไนตริก ทำลายเส้นใยได้ ใยไหมค่อนข้างไวต่อแสงแดด จะดูดกลืนรังสีอุลตร้าไวโอเลตในแสงแดดทำให้เสื่อมสภาพ

Main Properties of Thai Silk

In general, there are many desirable properties of silk. Silk is a fiber that is very strong when compared to its fineness. It is very lustrous with good elasticity and good wrinkle recovery while hardly stretched or shrunk. If the silk was stretched to some extent, then it will shrink back to almost the same condition before the stretching. In the similar manner, silk will also return to its previous condition after ironing. Silk fabric is still comfortable for the wearer because its fiber can absorb the humidity very well and dry very fast. Silk texture does not hold dusts and can be dyed or printed with many kinds of dye, especially in very bright color. Silk has its heat resistance up to 135 Celsius Degree but will become dark yellow and burn at 177 Celsius Degree. According to such excellent characteristics, silk can be woven to different structures of clothing: from light weight with good gravitation to firm structure which is heavy, strong and high durability.

However, silk yarn is considered not resistant to alkaline, especially strong alkaline. Combination of strong alkaline and high heat will even damage the silk more. On the other hand, silk yarn has a better resistance against acidity comparing to other kinds of fiber. Nevertheless, a number of acids such as Hydrochloric Acid and Nitric Acid can still damage the silk fiber. Moreover, silk fiber is very sensitive to sunlight since it can absorb UV intensively resulting in the gradual deterioration of silk.

IMG_9480

อัตลักษณ์ไหมไทยในเชิงบวก

  • ความสวยงามด้วยความมันวาว (Luster) ด้วยคุณสมบัติของวัตถุดิบคือเส้นไหมของไทย ที่มีความสามารถในการสะท้อนแสงได้อย่างสวยงาม ทำให้มีความโดดเด่นเมื่อเปรียบเทียบกับเส้นใยอื่นๆ
  • ความไม่สม่ำเสมอของเส้นด้ายและผ้าที่มีมิติ (Uneven) ถึงแม้ว่าความไม่สม่ำเสมอของเส้นไหมไทยเป็นคุณสมบัติที่อาจถูกพูดถึงในแง่ลบในบางครั้ง แต่โดยรวมความไม่สม่ำเสมอนี้เป็นอัตลักษณ์ที่โดดเด่น และสามารถพัฒนามาใช้ในด้านบวกได้ เนื่องจากผ้าไหมที่ทอได้จากเส้นด้ายที่ไม่เรียบจนเกินไป ทำให้ผ้ามีมิติมากขึ้น
  • เนื้อผ้าและสีที่ให้อารมณ์พริ้วไหวและไหลลื่น (Fluid) ผ้าไหมไทยที่มีความหรูหรา ให้อารมณ์พริ้วไหวและไหลลื่นของสีและเนื้อผ้าที่ทอ ทำให้สวมใส่แล้วเสริมบารมี และดูสูงศักดิ์
  • ลวดลายโดดเด่นบนเนื้อผ้า (Graphical) ผ้าไหมไทยมีลวดลายโดดเด่น ลวดลายอัตลักษณ์ผ้าไหมไทยของแต่ละท้องถิ่นที่แตกต่างกัน บ่งบอกถึงวัฒนธรรม ความเป็นไทย ดูมีฐานะ มีราคา

New Positive Identities of Thai Silk

  • Luster: Because of many unique properties of Thai silk fiber as raw material used for Thai silk fabrics, the Thai silk is able to reflect the light beautifully causing a prominent look when compared with other kinds of fiber.
  • Uneven: Unevenness of the silk yarn will always create different dimensions on the Thai silk fabric. Although this unevenness is sometimes recognized as one of the drawback of Thai silk, it is still considered as prominent identity and can possibly be developed in a positive way. Since after weaving, the Thai silk fabric will not be too smooth and, thus, there will be different dimensions shown on the fabric.
  • Fluid: The fact is that texture and color always cause the feeling of splendor emotion and fluid to the wearers. Luxurious Thai silk can simply capture such feeling of splendor emotion and fluid of color and texture. Wearers will look more prestigious and magnificent.
  • Graphical: Outstanding design on the Thai silk is obviously the excellent identity of different places where the local silk is woven. It reflects Thai cultures, identity, eminence and worthy of the silk products.

IMG_0273

ไหมไทยเป็นสินค้าที่บ่งชี้ทางภูมิศาสตร์

ผ้าไหมไทยเป็นสินค้าที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลกด้านความสวยงามและความมีเอกลักษณ์ และมีความเชื่อมโยงกับถิ่นกำเนิด การผลิตผ้าไหมไทยเป็นมรดกทางวัฒนธรรม สะท้อนถึงขนบธรรมเนียมประเพณีความเป็นไทย มีเทคนิคการทอผ้าไหมที่เป็นเอกลักษณ์ในแต่ละท้องถิ่น ซึ่งมีประวัติความเป็นมายาวนาน ผ้าไหมไทยบางชนิดจึงได้รับการขึ้นทะเบียนความคุ้มครองเป็นสินค้าที่บ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ ซึ่งได้แก่ผ้าไหมยกดอกลำพูน (Lumphun Brocade Thai Silk) ผ้าไหมแพรวากาฬสินธุ์ (Prawa Klasin Thai Silk) และผ้าไหมมัดหมี่ (Mud-mee Thai Silk)

  • ผ้าไหมยกดอกลำพูน คือผ้าที่ทอยกเส้นไหมเพิ่มพิเศษขึ้นเพื่อให้เกิดลวดลาย บางครั้งมีการใช้ดิ้นเงิน ดิ้นทองมาทอยกเป็นเพิ่มพิเศษ ทำให้เกิดลวดลายที่สวยงาม การทอผ้ายกดอกลำพูนนับเป็นมรดกทางวัฒนธรรมอันล้ำค่าของทางภาคเหนือที่สืบทอดต่อๆกันมาหลายชั่วอายุคน
  • ผ้าไหมแพรวากาฬสินธุ์ คือผ้าที่มีลวดลายขิดและจกผสมผสานกัน มีความยาวประมาณ 1 วา ใช้เป็นสไบ เป็นผ้าที่ใช้ในงานพิธีต่างๆตามวัฒนธรรมของชาวภูไท เอกลักษณ์ดั้งเดิมจะมีสีแดงเป็นพื้น ผ้าไหมแพรวาที่มีชื่อเสียงคือ ผ้าไหมแพรวาบ้านโพน อาเภอคำม่วง จังหวัดกาฬสินธุ์
  • ผ้ามัดหมี่ มีถิ่นกำเนิดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีการมัดเส้นพุ่งหรือเส้นยืน ให้เป็นลวดลายแล้วจึงนำไปย้อม ผ้าไหมมัดหมี่ที่มีชื่อเสียงและมีเอกลักษณ์ ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสินค้าบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ คือผ้าไหมมัดหมี่อำเภอชนบท จังหวัดขอนแก่น ซึ่งมีกรรมวิธีผลิตและลวดลายที่เป็นภูมิปัญญาสืบทอดต่อๆกันมา

Thai Silk as the Product of Geographical Identification

Thai silk has been famous and recognized worldwide because of its beauty and uniqueness that links to its origin. Thai silk production is regarded as an important cultural heritage that reflects perfectly the Thai tradition. Each geographic area throughout the country has different weaving technique with a long history behind. Accordingly, some selected Thai silks have been registered for protection as the products of geographical identification such as Lumphun Brocade Thai Silk, Prawa Klasin Thai Silk, and Mud-Mee Thai Silk

  • Lumphun Brocade Thai Silk is the silk fabric that has been woven with extra yarn in order to create pattern or design on the fabric. Sometimes silver or golden yarn is also used to create a more beautiful design. Lumphun Brocade Thai Silk is a valuable cultural heritage of the Northern part of Thailand that has been passed over from generation to generation.
  • Prawa Klasin Thai Silk is the silk fabric where the design of “Khit” and “Jok” combined together with the length of 1 Hwa (2 meters) approximately. It is used as a breast cloth in Phuu Thai traditional ceremonies. Original identity of this Thai silk is traditionally red color in background. Most well-known Prawa Klasin Thai Silk is from Baan Phon Village, Kham Muaeng District, Kalasin
  • Mud-Mee Thai Silk is originated from the Northeastern part of Thailand. The warps or wefts are tied together to create a design before dying. The well-known   Mud-Mee Thai Silk with prominent identity that has been registered as a product of geographical identification is Mud-Mee Thai Silk from Chonnabhot District, Khon Kaen Its special production process and unique design are considered a significant wisdom transferred from the past to the present of the local areas.

IMG_2602

ตราสัญลักษณ์ของไหมไทย แบบมาตรฐาน

ตราสัญลักษณ์นกยูงพระราชทานแบ่งใช้สำหรับผ้าไหมไทยออกเป็น 4 ประเภท ได้แก่

With the long time popularity of Thai silk products domestically and internationally, brands and symbols of Thai silk are found diverse. In order to regulate the standardization of top quality Thai silk, there are recently 4 standard symbols given by Queen Sirikit for different kinds of Thai silk as follows:

Royal Thai Silk: นกยูงสีทอง

  • ใช้เส้นไหมพันธุ์ไทยพื้นบ้านเป็นทั้งเส้นพุ่งและเส้นยืน
  • เส้นไหมต้องสาวด้วยมือผ่านพวงสาวลงภาชนะ
  • ทอด้วยกี่ทอมือแบบพื้นบ้านชนิดพุ่งกระสวยด้วยมือ
  • ย้อมด้วยสีธรรมชาติ หรือสีเคมีที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม
  • ต้องผลิตในประเทศไทยเท่านั้น

Royal Thai Silk: Golden Peacock

  • Yarns from native silkworm races must be used as both warps and wefts.
  • Reeling must be done by hand through the hole of the wooden stick into the container.
  • Weaving must be done using hand loom.
  • Dyed with natural dye or chemical dye that does not harmful to the environment.
  • Made in Thailand only

Clip

Classic Thai Silk : นกยูงสีเงิน

  • ใช้เส้นไหมพันธุ์ไทยพื้นบ้านหรือพันธุ์ไทยปรับปรุงเป็นเส้นพุ่งและ/หรือเส้นยืน
  • เส้นไหมต้องสาวด้วยมือ
  • ทอด้วยกี่ทอมือ
  • ย้อมด้วยสีธรรมชาติ หรือสีเคมีที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม
  • ต้องผลิตในประเทศไทยเท่านั้น

Classic Thai Silk: Silver Peacock

  • Yarns from native or hybrid silkworm races must be used as wefts and/or warps.
  • Reeling must be done by hand.
  • Weaving must be done using hand loom.
  • Dyed with natural dye or chemical dye that does not harmful to the environment.
  • Made in Thailand only.

Clip_2

Thai Silk: นกยูงสีน้าเงิน

  • ใช้เส้นไหมแท้เป็นทั้งเส้นพุ่งและเส้นยืน
  • ทอด้วยกี่แบบใดก็ได้
  • ย้อมด้วยสีธรรมชาติ หรือสีเคมีก็ได้
  • ต้องผลิตในประเทศไทยเท่านั้น

Thai Silk: Blue Peacock

  • Authentic silk yarns must be used as warps and wefts.
  • Can be weaved in any ways.
  • Dyed with natural dye or chemical dye.
  • Made in Thailand only.

Clip_3

Thai Silk Blend : นกยูงสีเขียว

  • ใช้เส้นไหมแท้เป็นส่วนประกอบหลัก มีเส้นใยอื่นเป็นส่วนประกอบรอง
  • ต้องระบุส่วนประกอบของเส้นใยอื่นให้ชัดเจน
  • ทอด้วยกี่แบบใดก็ได้
  • ย้อมด้วยสีธรรมชาติ หรือสีเคมีก็ได้
  • ต้องผลิตในประเทศไทยเท่านั้น

Thai Silk Blend: Green Peacock

  • Main content must be from authentic silk yarns with minor use of other kind of yarns.
  • Other yarn that is used must be indicated clearly.
  • Can be weaved in any ways.
  • Dyed with natural dye or chemical dye.
  • Made in Thailand only.

Clip_4

ตราสัญลักษณ์ไหมไทยร่วมสมัย

เพื่อการสื่อสารถึงคุณค่าของไหมไทยและสร้างการจดจำในทิศทางเดียวกัน จึงควรใช้ตราสัญลักษณ์ร่วมกันในผ้าไหมไทยทุกชิ้นที่มีไหมไทยเป็นส่วนผสม โดยตราสัญลักษณ์นี้สามารถนำไปใช้ในแถบแสดงต่างๆ อาทิ แถบการดูแลรักษา ในป้าย ในคู่มือ ในหน้าเว็ป ฯลฯ

ตรานี้สื่อความหมายถึงอัตลักษณ์เชิงบวกของไหมไทย อันได้แก่ ความสวยงามด้วยความมันวาว ความไม่สม่ำเสมอของเส้นด้ายและผ้าที่มีมิติ เนื้อผ้าและสีที่ให้อารมณ์พริ้วไหวและไหลลื่น โดยใช้สัญลักษณ์แสดงถึงเส้นใยที่ตีเกลียวประสานถักทอ ริ้วของผ้าที่ลื่นไหล แสดงถึงลวดลายโดดเด่นบนเนื้อผ้าไหมของไทย ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากดอกไม้ที่แสดงถึงความอ่อนโยน เป็นมิตร ซึ่งเป็นเอกลักษณ์สำคัญของชาติไทยในสายตาต่างชาติและเป็นหนึ่งในองค์ประกอบหลักของอัตลักษณ์ของไหมไทย

Clip_6

The Symbol of Modern Thai Silk

Since Thai silk is currently not only the cultural fabrics to be used by the locality but the symbolic commodity of the nation distributed to the global market, the need is then a contemporary symbol for modern Thai silk. In order to enhance and recognize the value of Thai silk in the sustainable direction, there shall be a Thai symbol that is attached to every piece of quality Thai silk product made totally from Thai silk yarn. This symbol will be practically displayed in different places such as advertisement board, maintenance tag, label, manual, website, etc.

The symbol must reveal all the positive identities of Thai Silk including luster, uneven, fluid, and graphical characteristics. The symbol will be able to show the coordination of woven yarns that lead to the profound design on Thai silk. The symbol might include the inspiration from Thai flowers which reflect the gentleness and friendliness that are the Thai prominent identities to the world as one of main compositions in the identity of Thai silk symbol.

Clip_5

การดูแลรักษาผ้าไหมไทย

คนไทยส่วนใหญ่เข้าใจว่าผ้าไหมดูแลรักษายาก ต้องส่งร้านซักแห้งซึ่งเสียค่าใช้จ่ายสูง จึงไม่นิยมใช้ในชีวิตประจำวัน แต่ความจริงแล้วผ้าไหมสามารถซักได้โดยวิธีธรรมดา โดยใช้น้ำยาซักผ้าที่มีความเป็นด่างอ่อนๆ หรือใช้น้ำยาซักแห้งที่มีส่วนผสมของสารเปอร์คลอโรเอทีลีน (Perchlorethylene) อาจใช้สบู่หรือแชมพูสระผมซักก็ได้ วิธีซักที่ถูกต้อง คือ แช่ผ้าไหมในน้ำผสมสารซักฟอก ขยี้เบาๆ ตรงรอยเปื้อน และบริเวณที่สกปรก บีบเบาๆ แล้วนำลงล้างในน้ำที่สะอาดจนหมดฟอง นำขึ้นตากบนไม้แขวนโดยไม่บิดผ้า ให้ใช้วิธีบีบเอาน้ำออก หรือใช้ผ้าขนหนูซับน้ำออกก็ได้ ควรหลีกเลี่ยงแสงแดด และไม่ควรใช้สารฟอกขาวที่มีคลอรีนเป็นส่วนประกอบ เพราะจะทำลายเนื้อผ้า

การรีดผ้าไหมทำได้ง่าย ถ้ารีดหลังซัก ควรรีดก่อนผ้าไหมจะแห้งสนิทเพราะจะทำให้รีดง่าย ถ้าผ้าไหมแห้งสนิทแล้ว ควรพรมน้ำให้หมาดเกือบชุ่ม ห่อด้วยผ้าหรือใส่ในถุงพลาสติก ทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที จึงนำไปรีดโดยใช้ความร้อนปานกลาง (ไม่ควรเกิน 135 องศาเซลเซียส) ถ้าใช้เตารีดไอน้ำผ้าจะเรียบยิ่งขึ้น

ผ้าไหมไทยร่วมสมัยมีการพัฒนาโครงสร้างของเส้นไหมและโครงสร้างผ้าที่ทำให้ผ้าอยู่ตัวดีขึ้น ไม่ยืดไม่หดมากนัก จึงสามารถซักด้วยเครื่องซักผ้าได้ อย่างไรก็ตาม ควรตั้งเครื่องซักผ้าที่ระบบสำหรับซักผ้าบอบบาง (ถ้ามี) หรือใส่ผ้าไหมในถุงซักก่อนนำเข้าเครื่องซักผ้า

Maintenance of Thai silk

In one way or another, most of Thai people believe that it is rather difficult to maintain Thai silk. They also believe that cleaning Thai silk is too complicated and then only done through sending the fabrics to the laundry. Such high cost of maintenance from dry clean results partly in the impractical use of Thai silk in the daily life. In fact, Thai silk can simply be clean in various simple manners by using mind alkaline washing liquid, dry clean liquid contented of Perchlorethylene, soap, or even shampoo. The recommended correct way to clean Thai silk is to soak the silk in the water mixed with washing liquid, then scrub gently by hand at the dirt spot, squeeze softly, and then clean it in clean water until there is no washing liquid left. Hanging the silk must be without twisting, only squeezing gently to get rid of water or using the towel to absorb the water out of the silk. Also, it is suggested to avoid direct sunlight and not to use bleaching agent that composed of chlorine since it will slowly damage the silk quality.

On the other hand, it is also simple to take care of dried silk by ironing the silk fabric. The main suggestion is that ironing the silk fabric should be performed before the silk is completely dried because it will be much easier. However, if ironing will be done after the silk is completely dried, it should start with watering slightly on the silk texture and then wrapping in a plastic bag for 30 minutes approximately. After that, ironing the silk can be done with a medium level of heat (not exceed 135 Celsius Degree). Such ironing process, however, will look even simpler, better and smoother if ironing with streaming iron.

Since most of Modern Thai Silk are developed to a better stability of silk yarns and texture which is neither so much stretch nor shrink, it can be therefore washed by using a washing machine. However, the washing machine should be set to the mode of gentle clothes washing (if any) or put the silk fabric items in a washing net before washing.

IMG_2603

ความร่วมมือกันครั้งสำคัญระหว่าง สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ และสมาคมแฟชั่นดีไซน์เนอร์กรุงเทพฯ

สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ หรือ OKMD ได้ร่วมมือกับ 7 ดีไซน์เนอร์ชั้นนำของสมาคมแฟชั่นดีไซน์เนอร์กรุงเทพ (Bangkok Fashion Society) ในการพัฒนาแฟชั่นคอลเลคชั่นในรูปแบบ Capsule Collection สำหรับฤดูกาล Spring/Summer 2015 โดยคัดสรรผ้าไหมไทยร่วมสมัย (Modern Thai Silk) ที่ได้ผ่านการพัฒนาให้มีเนื้อผ้าและสีสันที่ทันสมัย ใช้นวัตกรรมสมัยใหม่ในการผลิตเส้นด้าย และการถักทอ เป็นวัตถุดิบหลักในการออกแบบและตัดเย็บชุดคอลเลคชั่นนี้

Significant Cooperation between the Office of Knowledge Management and Development (OKMD) and Bangkok Fashion Society (BFS)

The Office of Knowledge Management and Development (OKMD) has currently collaborated with 7 leading designers from the Bangkok Fashion Society (BFS) to develop a Capsule Collection for Spring/Summer 2015 by using Modern Thai Silk. The project intends to exceptionally select the modern Thai silk products with distinguished fashionable textures and colors. At the same time, Thai silk quality must be obviously reflected through innovation in yarn production, weaving and knitting in the right composition to suit the design and dressmaking style in this special collection.

IMG_1467 IMG_2605 IMG_2901 IMG_3804 IMG_5734