ลำดับที่ 1-5

ลำดับที่ 6-10

ลำดับที่ 11-15

ลำดับที่ 16-20

ลำดับที่ 21-24

  1. “1224”
    BY MAYA WONGWUTIYAN  E-MAIL : MAYAWONGWUTIYAN@GMAIL.COM

Collection 1224 is inspired by the films “In the Mood for Love”, and “2046” by the notable Hong Kong director Wong Kar-wai. The collection draws its influences from the Western clothing styles worn in Hong Kong during the 1960’s. These styles include garments such as High Collar Qipaos with modern graphics and Trench Coats. The collection uses nostalgic clothing influences from back in “the old days” and combines these concepts with the film’s main character’s “imagination of the future” and Christmas day, which has ultimately become the starting point for Collection 1224.

High quality hand woven cotton is the main material used in each garment. The cotton is woven using a traditional Thai “Esan” technique of Pha-Khao-Mah, which is characterised by enlarging cotton threads and using varied rhythms throughout the weaving process. This technique creates thick and distinctively textured fabrics with unique repetition free “tartan” patterns. Other materials such as wool and sheer cotton fabric combinations will also be used to add additional flavour to Collection 1224.

The traditional Dragon Robe is applied to today’s garments by using the Qipao’s open-side slit, and also by combining other Dragon Robe design cues in order to envisage the design. Red, white, black and pastel blue colour themes are also used throughout the collection. In addition, Collection 1224 will also draw added inspiration from the films and use items such as tinsels weaved into the fabric to help represent furs in the future days.

จากแนวคิดที่ได้มาจากภาพยนตร์เรื่อง In the mood for love และ 2046 โดยผู้กำกับชาวฮ่องกง Wong Kar-wai ถูกตีความเป็นเรื่องราวใหม่ โดยหยิบเอาองค์ประกอบหลายๆส่วนของภาพยนตร์มาใช้ในงานออกแบบ เช่น อิทธิพลเรื่องการแต่งกายแบบตะวันตกในฮ่องกงยุค 60s ชุดกี่เพ้าคอตั้งลวดลายทันสมัย เทรนช์โค้ท วันคริสต์มาส อดีต และการจินตนาการถึงโลกอนาคตของตัวละคร สิ่งต่างๆเหล่านี้ได้ กลายมาเป็นจุดเริ่มต้นของคอลเลกชัน 1224

เสื้อผ้าในคอลเลกชันได้มีการหยิบชุดคลุมมังกรซึ่งเป็นต้นแบบของชุดกี่เพ้ามาประยุกต์เข้ากับรูปแบบเสื้อผ้าในยุคปัจจุบัน โดยนำรูปแบบของแขนเสื้อจีนโบราณ การผ่าข้างแบบกี่เพ้า และวิธีการสวมใส่มาใช้ในการออกแบบ สีที่ใช้ได้แก่สีแดง ขาว ดำ และฟ้าอ่อน ซึ่งมาจากอารมณ์ภาพยนตร์ของหว่องกาไว

วัสดุหลักของคอลเลคชั่นเป็นผ้าฝ้ายทอมือโดยมีการนำภูมิปัญญาผ้าขาวม้าของภาคอีสานมาพัฒนาโดยใช้เส้นฝ้ายที่มีขนาดใหญ่ขึ้นเพื่อเปลี่ยนเนื้อผ้าให้มีความหนาเพิ่มขึ้น และผิวสัมผัสที่ต่างจากเดิม ทำลายความจำเจของลายตาราง ให้มีจังหวะที่เปลี่ยนไปทั้งขนาดของเส้นสายและการวางลายผ้าให้สอดคล้องกับงานออกแบบ นำสายรุ้งพลาสติกทอแทรกเข้าไปในผืนผ้าซึ่งเป็นตัวแทนของขนสัตว์ตามแนวคิดความล้ำอนาคต รวมถึงผสมผสานวัสดุที่หลากหลาย อาทิ ผ้าวูล ผ้าฝ้ายเนื้อบาง สู่ผลงานในคอลเลกชันนี้

  1. “YEDE”
    BY POSSATHORN KIATTICHUANCHAI   E-MAIL : POSSATHORNK@HOTMAIL.COM

From the YEDE’s metal-weaving sculptures and his idea of transcending the ancient traditions of functional metalwork through the form of avant-garde weaving sculpture which features various types and colors of copper alloys. Apart form the weaving details, the weaving bamboo fan of Baan Phraek, Ayutthaya weaving techniques which available in various kind of patterns were also use as a part of developing techniques in the collection, Therefore The Singaporean’s Blogger ‘Gracia Ventus’ has been chosen as a muse with her uncenventional style, espicially those that present aesthetics and form, either like wabi sabi meets tailored octagonal futuristic sculpture.

จากผลงานประติมากรรมสานเหล็กและแนวความคิดของการก้าวข้ามวัฒนธรรมของงานโลหะแบบเดิมๆสู่ การสร้างชิ้นงานประติมากรรมทอเหล็กแนวอวองการ์ดนั้นผู้ออกแบบได้เห็นถึงรายละเอียดของการสานจึงนำภูมิปัญญาไทยพัดสานของอำเภอบ้านแพรก จังหวังพระนครศรีอยุธยามาใช้ในงานซึ่งมีความน่าสนใจจาก ความหลากหลายของลายนำมาพัฒนาปรับปรุงให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันกับแรงบันดาลใจเเพื่อสร้างสรร ผลงานคอลเลคชั่น โดยเลือกบล็อกเกอร์ชาวสิงคโปร ์‘Gracia Ventus’ ซึ่งมีสไตล์การแต่งตัวที่โดดเด่นน่า สนใจ คือไม่เป็นไปตามแบบแผนปกติ โดยเลือกที่จะสวมใส่เสื้อผ้าที่นำเสนอสุนทรียศาสตร์และโครงสร้างของ เสื้อผ้า หรือก็คือแนววาบิซาบิซึ่งคือความไม่สมบูรณ์ของเสื้อผ้าผสมผสานกับโครงสร้างแบบฟิวเจอร์ริสติค โดยเลือกใช้วัสดุที่ตัดแล้วไม่รุ่ยเพื่อความง่ายในการสาน เช่น นีโอพรีน ผ้าตาข่ายที่นำไปสกรีนและเลือกใช้ผ้า ที่มีวอลลุ่มแตกต่างกันเพื่อสร้างความคอนทราสต์ โดยเลือกใช้ผ้าออแกนซ่าที่นำไปสกรีนบางส่วนเพื่อกัน การรุ่ย และเลือกใช้สีในโทนแดงเมทัลลิคซึ่งเป็นสีของดอกไม้ที่มิวส์ชอบและแตกโทนสีไปในโทนใกล้ๆกัน คือ ม่วงและชมพูเพื่อความสนุกของคอลเลคชั่น

  1. “STAY BEAUTIFUL”
    BY SEKSIT PERKCHINNAWORN  E-MAIL : Seksit.perkchinnaworn@gmail.com

This collection got inspiration from the process of pressed flowers which was left to dry in the era of Victoria. The women in Victoria era were likely to used a different kind of flowers with vivid color and kept it inside the poem book, pressed it and left it dry for a decoration of picture frame, accessories, or even costumes. I would like to represent a story of my collection from this interesting pressed flowers process combined with a perforate of flower designs which has been developed from my intellect however stay still the smell of pressed flowers in the costumes.

คอลเลคชั่นนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากงานทับดอกไม้แห้ง ที่นิยมกันมากในยุควิคตอเรีย ผู้หญิงในยุคนั้นจะนิยมเอาดอกไม้ต่างๆที่มีลักษณะที่สวยงาม เอามาทับแห้งในหนังสือบทกวี จดหมาย ให้แห้งเพื่อรักษาความสวยงามของดอกไม้ไว้ ทั้งนำมาเก็บใส่กรอบรูปเพื่อประดับตกแต่ง รวมถึง นำดอกไม้ทับแห้งมาประดับตกแต่งหมวก และ เครื่องแต่งกายอีกด้วย ด้วยความน่าสนใจในเรื่องราวของการทับดอกไม้ด้วยหนังสือจึงเอาความน่าใจนี้มาเล่าผ่านทาง โครงชุด แพทเทิร์นและดีเทลของเสื้อผ้าในคลอเลคชั่นนี้ ด้วยเทคนิคที่ได้พัฒนามาจากลวดลายการแกะสลักไม้ของไทยที่มีเอกลักษณ์ โดยการฉลุลวดลายดอกไม้ผสมผสานเข้ากับ วัสดุเลียนแบบการแกะสลักไม้ที่พัฒนาขึ้นมาจากภูมิปัญญามาประกอบให้ได้กลิ่นอายของการทับดอกไม้แห้ง และยังคงความสวยงามของงานแกะสลักไม้ที่สามารถหยิบมาอยู่ในเสื้อผ้าที่สามารถสวมใส่ได้

  1. “LIFELESS LABORATORY”
    BY TRITTI TARKULWARANONT  E-MAIL : trittit@gmail.com

With his incredible talent for discerning scents, Jean-Baptiste Grenouille is one of 18th-century France’s finest perfumers. He becomes obsessed with capturing an elusive aroma: the scent of young womanhood. His search takes a deadly turn, and when the bodies of 12 young females are found, panic breaks out, with families rushing to lock up their daughters.

The idea of the whole collection are the purify whiteness, the emptiness and transparent. In order to be exist, such Emptiness have to create its identity via beauty. “ The whole art of Enfleurage is to allow the flowers to die slowly by themselve”, can be interpreted in this collection as the beauty of embedding, the remain of the death

Perfume : the story of a murderer ภาพยนตร์อิงยุคศตวรรษที่18 กล่าวถึง เกรอนุย นักทำน้ำหอมที่มีพรสวรรค์ในการรับรู้กลิ่น แต่กลับผลิกบทบาทจากนักทำน้ำหอมสู่ฆาตรกร ที่มีจุดประสงค์สูงสุดในการทำน้ำหอมจากผู้หญิง 12 คน เพื่อน้ำหอมที่สร้างตัวตนแก่เขาเอง แนวคิดของคอลเลคชั่นจึงเป็นเรื่องของ การไร้ตัวตน ความขาวที่บริสุทธิ์ ความใสที่ถูกมองทะลุผ่าน ที่พยายามจะสร้างตัวตนให้คนไม่มองข้าม ด้วยการสรรหาความงามมาประดับตัวตนเดิม โดยผู้วิจัยที่ตีความความงามจากประโยตหนึ่งในหนังว่า The whole art of Enfleurage is to allow the flowers to die slowly by themselve – ศิลปะที่สำคัญที่สุดในการทำน้ำหอมคือปล่อยให้ดอกไม้ตายด้วยด้วยมันเองขณะขั้นตอนทำ เพื่อที่กลิ่นจะซึมซับได้มากที่สุด ผู้วิจัยจึงใช้วัสดุที่เหลือจากการตายโดยธรรมชาติมาสร้างสรรค์เทคนิคเพื่อให้ได้จิตวิญญาณมากที่สุด

money to develop ThaiCatwalk.Com money to develop ThaiCatwalk.Com money to develop ThaiCatwalk.Com

1 2 3 4 5On Last Page

Page : « Back Next Big Images »