Biff & Bil 2010 – Feedback

Biff & Bil 2010 งานแสดงสินค้าเกี่ยวกับเสื้อผ้า, สิ่งทอ และเครื่องหนัง ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ได้มีการจัดงานขึ้นระหว่างวันที่ 1-4 เมษายน 2010 ณ Challenger Hall, เมืองทองธานี โดยเป็นงานประจำปี ที่ได้ย้ายเวลาจัดงานประจำปีจากเดือนสิงหาคม มาอยู่ในเดือนเมษายน โดยให้เหตุผลว่า อยู่ในช่วงเวลาและเส้นทางของ International Buyers เข้ามาสั่งซื้อสินค้าเสื้อผ้า, สิ่งทอ และเครื่องหนัง

สำหรับงานระดับประเทศนั้น กรมส่งเสริมการส่งออก ได้เป็นแม่งานในการจัดงาน โดยมีพิธีเปิดอย่างยิ่งใหญ่ ในวันที่ 1 เมษายน และได้เชิญผู้แทนจากชาติ ASEAN มาร่วมงานอย่างเป็นทางการ เนื่องจากได้มีการจับมือร่วมมือกันของกลุ่มอาเซียน และเริ่มต้นปลดกำแพงภาษี ซึ่งจะทำให้เกิดผลดี ในด้านการหาวัตถุดิบใหม่ๆ จากในประเทศกลุ่มอาเซียนในราคาสมเหตุสมผล เพื่อพัฒนาสินค้าใหม่ๆ ให้ตามความต้องการของตลาดโลก

จากการที่ได้ไปทำข่าว และบันทึกภาพแฟชั่นโชว์ ระหว่างวันที่ 1-4 เมษายน และได้เห็นผู้เข้าชมงาน รวมทั้งกลุ่มผู้ค้า และลูกค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทำให้มีความรู้สึกว่า “ไม่น่าจะประสบผล” จึงลำดับการมาดังนี้

เส้นทางการเดินทางของ International Buyers

โดยปกติ International Buyers มีการตั้งงบประมาณในการสั่งซื้อสินค้าไว้จำนวนหนึ่ง ต่อฤดูกาล และเริ่มต้นกำหนดเส้นทางไว้ล่วงหน้า ว่าจะเดินทางเข้าประเทศไหน โดยกำหนดคร่าวๆไว้ดังนี้

  • เดือนมกราคม ฮ่องกง, จีน
  • เดือนกุมภาพันธ์ ยุโรป ในงานแฟชั่นวีค และงานแฟร์
  • เดือนมีนาคม เข้าเอเซียอีกครั้ง ญี่ปุ่น, เกาหลี, อินเดีย
  • เดือนเมษายน เวียดนาม โดยไทยจัดงานก่อนเวียดนาม แต่ International Buyers อาจยังไม่รู้ตารางงาน เพราะพึ่งเปลี่ยนเป็นครั้งแรก

เมื่อกำหนดเส้นทางเรียบร้อย ก็ถึงเวลาแบ่งสัดส่วนว่าจะใช้งบประมาณ ในประเทศไหนเป็นสัดส่วนเท่าใด โดยปรับตัวเลขยืดหยุ่นเล็กน้อย สำหรับประเทศท้ายๆ อย่างเวียดนาม หรือไทยนั้น เชื่อว่าตัวเลขในกระเป๋าคงเหลือไม่มาก และจะใช้ก็ต่อเมื่อสินค้ามีคุณภาพ มีดีไซน์ที่ “สามารถนำไปขาย” ได้เท่านั้น ประเทศไทย มีสิ่งนี้หรือไม่ เนื่องจากในงานนี้ มี International Buyers ในจำนวนที่เรียกว่า นับคนได้ คือน้อยมาก สาเหตุมาจาก เหตุการณ์ทางการเมือง, สินค้าไม่น่าสนใจ, ไม่ทราบวันจัดงาน หรืออื่นๆ

มีหลายครั้งที่ International Buyers ได้เดินทางข้ามประเทศไทย เพราะไม่มีสินค้าที่น่าสนใจ, ราคาแพง, ดีไซน์ไม่เข้าตลาดโลก, จำนวนบูธน้อยเกินไป และระดับงานเล็กเกินไป ทำให้ International Buyers รู้สึกว่า เสียเวลาในการแวะประเทศไทย และเดินทางต่อเข้าประเทศจีน ซึ่งมีตัวเลือกมากกว่าหลายเท่า

การประชาสัมพันธ์ในต่างประเทศ

มีคำถามว่า International Buyers ทราบงานต่างๆในประเทศไทย หรือในภูมิภาคได้อย่างไร มีด้วยกัน 2-3ทาง คือ จากคู่ค้าหรือโรงงานโดยตรง, จากการติดต่อโดยตรงเข้าหากรมส่งเสริมการส่งออก และสื่อต่างๆ

สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจ และเป็นจุดอ่อนอย่างยิ่งในการประชาสัมพันธ์งาน คือ ไม่มีกำหนดการที่แน่นอน รวมถึง ไม่มีกำหนดวันจัดงานล่วงหน้า โดยยกตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ ต้นปี 2009 ซึ่ง ThaiCatwalk ได้มีโอกาสไปร่วมงาน Hong Kong Fashion Week 2009 และ World Boutique 2009 ในงานนี้ตัวแทนจากกรมส่งเสริมการส่งออก ซึ่งมีสำนักงานตัวแทนในฮ่องกง มีการออกบูธในงานนี้เช่นกัน เพียงแต่ตำแหน่งของบูธไม่เป็นที่น่าสังเกตุ นั่นคือ สุดทางเดิน เลยประตูเข้าสู่แฟชั่นโชว์ฮอลล์ เมื่อมีการสอบถามถึงวันจัดงาน ในปี2009 ก็ยังไม่ทราบกำหนดแน่นอน เมื่อมี International Buyers สนใจเข้าร่วมไปสอบถาม ก็ไม่ได้รับคำตอบเช่นกัน แต่ก็ยังสามารถแจ้งให้ทราบได้ ถ้ามีการทิ้งนามบัตรไว้ ในขณะเดียวกัน ตัวแทนของฮ่องกงในประเทศไทย มีการออกบูธในงาน Biff&Bil2009 เช่นกัน และอยู่ในตำแหน่งกลางฮอลล์ พร้อมข้อมูลและDirectory List ทำให้ International Buyers สามารถจดบันทึกสำหรับวางแผนการเดินทางครั้งต่อไปได้อย่างเป็นระบบ

สำหรับการเปลี่ยนวันจัดงานในครั้งนี้ มีการแจ้งล่วงหน้าในงาน Biff&Bil 2009 ซึ่งเป็นการประชาสัมพันธ์อย่างดี อย่างไรก็ตาม การวางแผนของ International Buyers ต้องมีพร้อมทุกอย่าง เช่น รายชื่อผู้ออกงาน, แผนผังงาน, ตำแหน่งบูธ และตารางแฟชั่นโชว์ ในที่นี้จะขอกล่าวถึงแฟชั่นโชว์ ซึ่งเป็นจุดที่ทางเจ้าของสินค้า ต้องกานนำเสนอ International Buyers ให้มาชมสินค้าจริงบนเวที Catwalk ซึ่งจะต่างจากการชมใน Cataloque ที่ได้สัมผัสการพริ้วไหวของเสื้อผ้า, การสวมใส่จริงบนนางแบบต่างชาติ และเอเซีย, และครบทั้งคอลเลคชั่น ในต่างประเทศนั้น ตารางงานมีพร้อมล่วงหน้า และแจ้งกลุ่มลูกค้าให้มาชมแฟชั่นโชว์ เพื่อเปิดใบสั่งซื้อหลังจบงาน นี่คือระบบมาตราฐาน ในส่วนของงาน Biff & Bil 2010 มีการแจ้งตารางแฟชั่นโชว์ของแบรนด์ต่างๆ เพียง 1วันล่วงหน้า ซึ่ง International Buyers ไม่สามารถติดตามชมได้อย่างแน่นอน เพราะ International Buyers เข้างานเพียง 1วัน และที่เหลือก็เข้าโรงงานต่างๆตามหมายล่วงหน้า ทำให้ไม่สามารถเข้าสู่โชว์

การประชาสัมพันธ์ในประเทศ

เป็นหน้าที่โดยตรงของบริษัทพีอาร์ที่เป็น Outsource ทำหน้าที่แจ้งสื่อต่างๆให้มาทำข่าวในวันงาน รวมทั้งพิธีเปิดงาน และสุดท้ายส่งข่าวงานทั้งหมด ให้กับสื่อต่างๆเพื่อให้ลงข่าว

การประชาสัมพันธ์ในสื่อต่างๆ เพื่อเชิญชวนให้ผู้ประกอบการ, คู่ค้า และประชาชนทั่วไป เข้าร่วมงาน เป็นอีกหน้าที่หลักของบริษัทพีอาร์ ซึ่งทำการโฆษณาตามสื่อต่างๆ เช่นหนังสือพิมพ์, นิตยสาร, วิทยุ, โทรทัศน์, ป้ายต่างๆ และสื่อInternet (ไม่มีใน ThaiCatwalk) แต่อย่างไรก็ตาม ได้มีป้ายแบนเนอร์โฆษณาในเว็ป WWD ซึ่งเป็นเว็ปแฟชั่นระดับโลก

สำหรับผู้สื่อข่าวที่มาทำข่าวนั้น มีเพียงเฉพาะงานพิธีเปิด ที่หลากหลายสื่อให้ความสำคัญ หลังจากเวลา 12.00 ในวันที่ 1 เมษายน นักข่าวทั้งหลายก็เดินทางกลับ เหลือเพียงสื่อแฟชั่น 2-4สื่อที่ตามเก็บงานแฟชั่นโชว์บนเวทีใหญ่

กลุ่มสินค้า และงานแฟชั่นโชว์ใน Biff & Bil 2010

กลุ่มสินค้าที่ออกบูธในงานนี้ ประกอบไปด้วย ต้นน้ำ ถึงปลายน้ำ กล่าวคือ ผู้ผลิตวัตถุดิบสิ่งทอ, ผืนผ้า, วัสดุในการผลิต, Accessories, ผู้ผลิตเสื้อผ้า ตลาดล่าง ถึง ตลาดบน, โรงฟอกหนัง ถึง ผู้ผลิตเครื่องหนังสำเร็จรูป, และผู้ออกบูธจากประเทศอาเซียน

ภาพรวม คือ มีครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำ ถึงปลายน้ำ มีให้ตัวเลือกอย่างดีให้กับ International Buyers ในขณะเดียวต้องถามกลับไปว่า International Buyers มาซื้อสินค้าอะไร และ คำอธิบายงานนี้ครอบคลุมในสินค้าประเภทไหน ตรงตามกลุ่ม International Buyers หรือไม่ ถ้าชัดเจน ก็เป็นการง่ายต่อ International Buyers ที่จะตัดสินใจเข้าร่วมงาน ต่อมา International Buyers จะดูถึงกลุ่มสินค้าและราคา ในแต่ละรายการว่า เข้ากลุ่มเขาหรือไม่ จุดนี้เป็นจุดที่ลงรายละเอียดว่ากลุ่มสินค้าไหน จะเป็นพระเอกของงาน ซึ่งโดยมาก จะนำสินค้ามีดีไซน์ และจับกลุ่มตลาดกลางบน เพื่อนำมาสร้างภาพลักษณ์ และดึงดูดให้สนใจ ถ้าภาพลักษณ์ที่นำเสนอ เช่น Poster, Brochure, Vdo ads ดูเข้า concept ทุกอย่างจะออกมาดี

คนเข้าชมงาน

คนเข้าชมงาน มีน้อยกว่าปี2009 ทั้งในแง่ผู้ออกบูธ และผู้เข้าชมงาน โดยวันที่ 1-3 เมษายน มีผู้เข้าชมบางตาอย่างเห็นได้ชัด และวันที่ 4 เมษายน จึงมีผู้เข้ามาจับจ่ายซื้อของ ซึ่งวันที่ 3-4 เมษายนเป็นวันรอบประชาชนทั่วไป

ในส่วนผู้ชมแฟชั่นโชว์ ทั้งในเวทีใหญ่และเวทีย่อย มีจำนวนบางตาอย่างมาก

Fashion Show

ส่วนแฟชั่นโชว์ ในครั้งมีจำนวนโชว์มากถึง 12โชว์ต่อวัน หรือ 48โชว์ โดยแบ่งเป็นเวทีใหญ่ และเวทีย่อย อย่างละครึ่ง ซึ่งเริ่มโชว์ทุกชั่วโมง

คำถามมีอยู่ว่า งาน Biff & Bil 2010, Bangkok International Fashion Fair and Bangkok International Leather 2010 มีความจำเป็นอย่างไร ที่ต้องจัดแฟชั่นโชว์มากถึง 48โชว์ ในต่างประเทศ ถ้ามีการจัดแฟชั่นโชว์มากขนาดนี้ ก็จะทำการแยกตัวเป็น Fashion Week เพื่อดึงกลุ่ม International Buyers อีกกลุ่มมาซื้อสินค้ แต่นั่นหมายถึง เวทีสำหรับสินค้าดีไซน์ ที่มีข้อมูลรายละเอียดของโชว์ เช่น ดีไซนเนอร์, แรงบันดาลใจ, รายละเอียด, สถานที่ติดต่อการค้า และอื่นๆ เมื่อเปรียบเทียบกับโชว์ในงานนี้ ซึ่งมีเพียง “โชว์” ไม่มีข้อมูลอย่างอื่นให้ จึงทำให้เห็นว่า งบประมาณที่ลงในส่วนนี้ เป็นการใช้อย่างสิ้นเปลือง และไร้คุณค่าเงินภาษีประชาชนอย่างแท้จริงๆ เนื่องจากโชว์แต่ละโชว์ที่จบไปนั้น ไม่สามารถนำไปต่อยอดได้ เช่น ส่งให้นักข่าว นักข่าวก็ไม่สามารถลงข่าวให้ได้ เนื่องจากไม่มีข้อมูลสำหรับเขียนข่าว, International Buyers ไม่ได้มาชมโชว์, ไม่มีผู้ชมโชว์ที่ก่อให้เกิดการค้าตามมา, ฯลฯ

อีกจุดนึง คือ เวทีใหญ่ ซึ่งแต่เดิม เป็นเวทีที่อยู่มิดชิด เป็นสัดส่วน และมีภาพพจน์ที่ดี ได้เปลี่ยนแปลงอย่างมาก นั่นคือ เป็นเวทีกลางฮอลล์ และเปิดด้านข้างทั้งหมด ทำให้บุคคลทั่วไปสามารถยืนชมข้างงานได้, มองเห็นการซ้อมเดินแบบ, มองเห็นผู้ชมว่ามากน้อย ซึ่งทำให้เกิดผลทางลบแก่เวทีเป็นอย่างมาก เพราะแฟชั่นโชว์ คือการลงทุนที่สูง ฉะนั้น เสื้อผ้าหรือสินค้านั้น ต้องมีมูลค่ามากพอแก่การลงทุน แต่เมื่อมาแสดงในเวทีเช่นนี้ ผลคือ ลดระดับ และภาพลักษณ์สินค้านั้นๆ เมื่อเจอผลกระทบจากทีมงานด้านหน้า และด้านหลัง ที่ก่อให้เกิดการผิดผลาดหลายอย่าง ยิ่งเป็นการลดระดับสิ่งต่างๆที่มีมา

ข้อเสนอแนะ คือ

1. ถ้าแฟชั่นโชว์ คือสิ่งจำเป็นสำหรับงาน Biff & Bil ควรจัด 1เวทีใหญ่ หรือส่งเสริมกลุ่มYoung Designer ให้เป็น Graduate Fashion Week เต็มตัว นั่นหมายถึง การสนับสนุนให้เกิดการแสดงแฟชั่นโชว์จาก มหาวิทยาลัยสาขาแฟชั่นดีไซน์ โดยผู้ได้ผลประโยชน์คือ นักศึกษา, โรงงานผู้ผลิต และ International Buyers ที่มองเห็นประโยชน์ของกันและกัน

2. จัดแสดงโดยทีมงานมืออาชีพ ในจุดนี้ คงไม่ขอพูดถึง เนื่องจากจะกระทบหลายฝ่าย

3. คัดเลือกแบรนด์ที่มาเดินแบบ ให้ตรงกลุ่ม เนื่องจาก งาน Biff & Bil เป็นงานเพื่อการค้าขาย การจัดแสดงแฟชั่นโชว์ จึงควรเน้นเพื่อให้เกิดผลทางการค้า

4. จัดตารางงานล่วงหน้าอย่างเป็นระบบ เพื่อประชาสัมพันธ์ และให้แต่ละแบรนด์ได้มีโอกาสนัดลูกค้ามาชมผลงาน

5. จัดเตรียมข้อมูลทางการค้าของแต่ละแบรนด์ให้พร้อมมูล เพื่อจัดส่งข่าวประชาสัมพันธ์ในสื่อต่างๆ

6. ประชาสัมพันธ์งานอย่างมีระบบมากกว่านี้

หากเปรียบเทียบงานต่างๆของกรมฯ ซึ่งมีสามงานใหญ่ที่ส่งเสริมธุรกิจส่งออกของผู้ประกอบการ มี Biff & Bil, Big (gift & premium) และ Bangkok Jewelry Fair

ลำดับความสำเร็จของงาน คือ Jewelry Fair ที่ประสบความสำเร็จในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็น International Buyers, การออกบูธ, การค้าการขาย, การพัฒนางานต่อเนื่อง และการประชาสัมพันธ์ โดยมีการจัดแฟชั่นโชว์เพียง พิธีเปิด และกาล่าดินเนอร์เท่านั้น

ต่อมาคืองาน Big (Bangkok International Gift & Premium) ซึ่งเมื่อก่อนรวมเอางานเฟอร์นิเจอร์เข้ามาด้วย ก็มีความสำเร็จพอควร แต่ยังไม่มากพอ เนื่องจากคู่แข่งจากประเทศเพื่อนบ้านยังมีการช่วงชิงวันจัดงาน เพื่อดึง International Buyers ให้ได้มากที่สุด

และงานที่ไม่ประสบผลคือ งานนี้ Biff & Bil และเป็นงานที่ภาพลักษณ์ไม่หยุดนิ่ง ว่าจะนำเสนองานในลักษณะใด เช่นภาพลักษณ์งานในกลุ่มสินค้าดีไซน์, ตลาดล่าง, สินค้าก๊อปปี้, หรือปะปนกัน

Biff & Bil 2010 – Fashion Show Table