money
Home Pageant Men’s Health, Boot Camp Training

Men’s Health, Boot Camp Training

2830

Men’s Health จัด Boot Camp Training” นำ 12 หนุ่ม ผจญภัยที่ค่ายธนะรัชต์ เน้นปฏิบัติการ “ช่วยฟื้นคืนชีพ” เติมความเป็นฮีโร่เพื่อคนในสังคม

แค่มีสุขภาพดี บุคลิกดี คงยังไม่เพียงพอสำหรับหนุ่มๆ ที่เข้าประกวด Men’s Health Guys’ Challenge 2012 ซึ่งจัดโดย Men’s Health Magazine คู่มือสำหรับคนรักสุขภาพและการออกกำลังกาย เพราะการเป็นสุดยอดหนุ่ม เมนส์เฮลธ์ 2012 ต้องมีความเป็นผู้นำ สามารถปกป้องดูแลคนใกล้ตัวและคนอื่นได้ ตามธีมการประกวดคือ Lifeguard) จึงต้องมีการทดสอบพลังกายพลังใจด้วยการพาหนุ่มๆ ทั้ง 12 คนที่ผ่านเข้ารอบสุดท้าย ไปผจญภัยกับกิจกรรม Boot Camp Training  ที่ ค่ายธนะรัชต์  ปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เมื่อไม่นานมานี้

นับเป็นการมาทำกิจกรรมที่ต่างจังหวัดร่วมกันเป็นครั้งแรกของหนุ่มๆ ทั้ง 12 คนได้แก่ จัท-ธรรมรัตน์ ธรรมะ, มะตูม-เมธา เมตต์การุณ์จิต, เจ-จิรัฏฐ์ เวทย์วัฒนา, เคน-ศุภมงคล มาโนช, บูม-กมลศักดิ์ ด่านจิตร์ตรง, ไผ่-วิศรุต หิรัญบุศย์, โรจน์-ร.ต. วิโรจน์ อารียวงศ์สถิตย์, สแน็ค-อนุสิษฐ เนื้อกระจ่าง, สิงน้อย-คชา กันยาหลง, เจพี-จรัล พาณิชกุล, โรเจอร์-วิโรจน์ แซ่อ๋อง, ปั่น-ธัญชาติ พรวิระวงศ์วารี แต่ละคนจึงเฮฮาคึกคักกันอย่างมาก และเตรียมตัวรับมือกับทุกกิจกรรมอย่างเต็มที่ ด้วยความที่ธีมการประกวดในปีนี้ คือ  “ไลฟ์การ์ด” ดังนั้นด่านแรกที่ทุกคนต้องเจอคือ การอบรมช่วยชีวิตและการปฐมพยาบาลเบื้องต้น โดย จ.ส.อ.สราวุธ ศิริฤกษ์ นายสิบพยาบาล กรม นร.ฯ ค่ายธนะรัชต์ เป็นผู้ฝึกอบรมในหัวข้อต่างๆ อาทิ การปฐมพยาบาลภาวะช็อก การตรวจสัญญาณชีพ ความหมายของการช่วยเหลือฟื้นคืนชีพ การสาธิตการปั๊มหัวใจ

“ผู้ป่วยช็อค เกิดจากระบบหมุนเวียนโลหิตไม่สูบฉีดอ๊อกซิเจนไปหล่อเลี้ยงร่างกาย หรือ หมดสติไปชั่วขณะ เกิดจากหลายสาเหตุ เช่น เสียเลือดมาก อยู่ในที่อับ ไฟไหม้ แพ้ยา แพ้สารเคมี อาการช็อคที่สังเกตได้คือ ชีพจรเต้นเร็วแต่เบา ตัวเย็น ผิวหนังซีด อาการคล้ายคนเป็นลม ถ้าอาการหนักจะมีจ้ำแดงๆ ขึ้นตามร่างกาย ส่วนการปฐมพยาบาล เริ่มจากตรวจสอบว่ามีอาการช็อคจริงหรือไม่ มีอาการตอบสนองอย่างไร จากนั้นจัดท่าทางผู้ป่วย ดูว่ามีบาดแผลมั้ย มีสิ่งแปลกปลอมอยู่ในลำคอหรือไม่ แล้วจัดท่าทางคนป่วยให้อยู่ในท่าช็อค คือ จับนอนหงาย ศีรษะราบกับพื้น ยกเท้าสูง ศีรษะกับลำตัวราบอยู่ระดับเดียวกัน อย่ายกลำตัวสูงแต่ศีรษะต่ำเพราะจะทำให้อวัยวะในร่างกายจะมากองอยู่ข้างหน้าทำให้แน่นหน้าอก หายใจไม่ออก เราใช้เวลาในการปฐมพยาบาลผู้ป่วยช็อคประมาณ 1-2 นาที เท่านั้นแล้วรอรถเตรียมส่งโรงพยาบาล” จ.ส.อ.สราวุธ กล่าว

ส่วนไฮไลท์ในการอบรมครั้งนี้อยู่ที่ การตรวจสัญญาณชีพ ที่บ่งชี้ว่าผู้ป่วยยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ หากกรณีที่ผู้ป่วยหยุดหายใจ และหัวใจหยุดเต้นกระทันหัน จะต้องทำการปฏิบัติการ ช่วยฟื้นคืนชีพ หรือที่เรียกกันว่า CPR (Cardiopulmonary resuscitation) ภายใน 4 นาทีแรกที่หยุดหายใจ โดยใช้มือกดที่หน้าออก และเป่าลมหายใจเข้าปากผู้ป่วย ตามขั้นตอนดังนี้

  • ตรวจดูระดับความรู้สึกตัว ให้เรียกหรือเขย่าตัวผู้ป่วย พร้อมขอความช่วยเหลือจากหน่วยแพทย์กู้ชีพ โทร.1669
  • จัดท่าให้ผู้ป่วยนอนหงาย ราบบนพื้นแข็งและตรวจดูในปากว่ามีสิ่งแปลกปลอมอยู่หรือไม่ ถ้ามีให้เอาออก
  • เปิดทางเดินหายใจ โดยดันหน้าผากและยกคางให้ใบหน้าแหงนขึ้น และตรวจดูว่าผู้ป่วยหายใจหรือไม่โดยก้มลงเอียงแก้มให้หูอยู่ใกล้ปากและจมูกของผู้ป่วย ฟังเสียงลมหายใจ ตามองดูหน้าอก ว่าขยับขึ้นลงหรือไม่ และแก้มจะสัมผัสลมหายใจออก
  • ถ้าผู้ป่วยไม่หายใจ ให้ช่วยหายใจโดยผู้ช่วยเหลือสูดหายใจเข้าให้เต็มที่ ประกบปากผู้ป่วยให้แน่นเป่าลมเข้าปากผู้ป่วยช้าๆ สม่ำเสมอ 2 ครั้ง อย่าเป่าติดกันโดยไม่รอให้ผู้ป่วยหายใจออก
  • คลำชีพจร เพื่อตรวจดูว่าหัวใจยังเต้นอยู่หรือไม่ โดยคลำชีพจรที่คอ วางนิ้วชี้และนิ้วกลางลงบนลูกกระเดือกของผู้ป่วย แล้วเลื่อนมือลงมาด้านข้างระหว่างช่องลูกกระเดือกกับกล้ามเนื้อคอ
  • ถ้าไม่มีชีพจร ให้หาตำแหน่งวางมือเพื่อกดหน้าอกโดยใช้มือคลำขอบกระดูกชายโครงล่างสุด เลื่อนเข้ามาบริเวณกระดูกลิ้นปี่ ใช้นิ้วชี้และนิ้วกลางวางจากปลายกระดูกลิ้นปี่ขึ้นมา แล้ววางฝ่ามืออีกข้างให้ชิดกับนิ้วและยกนิ้วนั้นออก แล้ววางทับหลับมือพร้อมกับงอนิ้วมือ ให้สอดคล้องประสานง่ามนิ้วมือล่างพอดี
  • เริ่มกดหน้าอก ต้องเหยียดแขนให้ตรงโน้มตัวให้ตั้งฉากกับหน้าอกผู้ป่วย ทิ้งน้ำหนักลงบนแขนต้องไม่เลื่อนมือออกจากตำแหน่งที่กำหนด ถ้าเลื่อนออกไปแล้ว ต้องจัดหาตำแหน่งวางมือใหม่ทุกครั้ง แล้วกดหน้าอก ทิ้งน้ำหนักลงบนแขนออกแรงกดที่ฝ่ามือให้หน้าอกยุบลงประมาณ 1 – 2 นิ้ว พร้อมนับเป็นจังหวะหนึ่ง และสอง และสาม ประมาณ 30 ครั้ง สลับกับการเป่าปาก 2 ครั้ง ถือเป็น 1 รอบ ถ้าทำครบ 4 รอบ ให้คลำชีพจร ที่คออีกครั้ง ถ้ายังไม่มีชีพจร ให้ช่วยต่อไป

เมื่อสาธิตให้ดูเป็นที่เรียบร้อย ครูฝึกจึงทดสอบความรู้ของนักเรียนทั้งหลายบ้างโดยการให้จับคู่เพื่อวัดชีพจรของแต่ละฝ่ายว่าเต้นเท่าไหร่ แล้ววัดอุณหภูมิในร่างกายโดยสัมผัสหน้าผาก ขั้นตอนนี้ทุกคนสามารถทำได้อย่างสบายๆ จากนั้นครูฝึกให้หนุ่มๆ ลองมาปฏิบัติ CPR (Cardiopulmonary Resuscitation) หรือ ปฏิบัติการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน กับหุ่นจำลองช่วยฟื้นคืนชีพ ที่มีคุณสมบัติคล้ายคน หายใจได้ ว่าจะสามารถนำสิ่งที่ได้รับฟังมาช่วยชีวิตผู้บาดเจ็บได้หรือไม่ ซึ่งตอนทำครั้งแรกแต่ละคนดูมีความมั่นใจว่าน่าจะผ่านได้โดยง่าย แต่ปรากฏว่าเป็นเรื่องหินกว่าที่คิด เพราะบางคนเป่าลมเข้าปากหุ่นจนหน้าดำหน้าแดง แต่หุ่นก็นอนนิ่งไม่หายใจ อาจเป็นเพราะประกบปากไม่สนิท หรือยกคางหุ่นขึ้นไม่มากพอ ลมจึงไม่เข้าไปยังปอดแต่ไปที่ท้องแทน  เพื่อนๆ ที่คอยเชียร์ และช่วยสังเกตว่าตอนที่เป่าปาก หุ่นหายใจหรือยัง บางทีก็มีแกล้งกันบ้าง เช่น บางคนเป่าลมเข้าปอดแล้ว แต่กองเชียร์บอกว่ายังไม่เข้า ทำเอาต้องเป่ากันหลายรอบกว่าจะรู้ตัวว่าถูกเพื่อนหลอก

แม้จะผ่านการทดสอบการทำ CPR ไปแล้ว แต่หนุ่มๆ ทั้ง 12 คนรู้ซึ้งว่า เวลาปฏิบัติจริงนั้นไม่ง่ายเหมือนอย่างดูในละครเลย ถ้าไม่มีการฝึกฝนให้ชำนาญ แทนที่จะเป็นการช่วยเหลือผู้ป่วย อาจกลายเป็นทำให้มีอาการแย่ลงก็ได้ เพราะเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมาก อย่าง โรเจอร์-วิโรจน์ แซ่อ๋อง กล่าวว่าการมาบูธ แคมป์ ครั้งนี้ ช่วยให้ได้ความรู้หลายอย่าง โดยเฉพาะเรื่องการอบรมเกี่ยวกับการปฐมพยาบาล ถึงเขาเคยเรียนมาบ้างตอนเป็นนักเรียนแต่การปฐมพยาบาลมีหลายชนิด ซึ่งการผายปอดและปั๊มหัวใจแบบนี้ยังไม่เคยเรียน ถือเป็นการอบรมและลองปฏิบัติครั้งแรก

“ตอนที่นั่งฟังครูฝึกแนะนำขั้นตอนการช่วยเหลือต่างๆ ดูเหมือนว่าทำไม่ยากเลย แต่พอให้ลงมือปฏิบัติกับหุ่นจำลอง มันยากมากต้องใช้ความระมัดระวังเยอะ เช่น เวลาเป่าปากผู้ป่วยถ้าเราเป่าลมอย่างเดียวมันก็เข้าไปที่ท้องผู้ป่วยไม่ได้เข้าปอดเลย เหนื่อยฟรี แถมช่วยผู้ป่วยไม่ได้ด้วย ทำให้ผมรู้สึกว่าการปฐมพยาบาลแบบนี้สำคัญมาก ทำเล่นๆ ไม่ได้เลย เพราะหมายถึงหนึ่งชีวิตที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างด่วน ผมว่าการที่ใช้ธีม “ไลฟ์การ์ด” ในการประกวดปีนี้ ทำให้พวกเราได้เพิ่มความรู้เยอะเลย เป็นประสบการณ์ที่ดีในการสอนตัวเองด้วย เผื่อวันหนึ่งเราไปเจอเหตุการณ์ฉุกเฉิน มีผู้ป่วยหมดสติ หรือจมน้ำ ผมจะตั้งสติทบทวนสิ่งที่เรียนมาแล้วเข้าไปช่วยเขาเท่าที่จะทำได้ในเบื้องต้นก่อนครับ” หนุ่มตี๋หน้าใส กล่าว

เช่นเดียวกับ มะตูม-เมธา เมตต์การุณ์จิต ซึ่งไม่เคยมีความรู้เกี่ยวกับการปฐมพยาบาลมาก่อน จึงรู้สึกดีมากที่ได้มาอบรมเรื่องนี้เพราะความรู้ที่ได้อาจมีประโยชน์หากเจอสถานการณ์จริง

“ตอนที่ครูฝึกให้ลองเป่าปาก ผายปอดกับหุ่น ผมทำตามขั้นตอนทุกอย่างเป๊ะ ก็ได้ผลดีเป่าลมเข้าปอดทำให้ผู้ป่วยหายใจได้ ถือว่าเป็นโอกาสดีที่ได้ลองปฏิบัติเพราะเวลาเจอเหตุการณ์จริงถึงไม่แน่ใจว่าเราจะมีความรู้เป๊ะหรือเปล่าแต่ผมว่าน่าจะสามารถช่วยอะไรเขาได้บ้าง ถ้ามีโอกาสก็อยากไปเรียนรู้เพิ่มเติมให้ชำนาญขึ้น ผมว่าผู้ชายที่มีความรู้ในการเชฟชีวิตคน ถือว่ามีเสน่ห์อย่างหนึ่ง เพราะให้ความใส่ใจคนรอบข้างผมว่าเป็นสิ่งสำคัญมาก ถึงบางทีจะช่วยอะไรไม่ได้มากแต่ก็ไม่นิ่งดูดาย” มะตูม กล่าว

นอกจากได้เข้าอบรมเรื่องการช่วยชีวิตและการปฐมพยาบาลเบื้องต้นแล้ว หนุ่มๆ ทั้งหลายยังได้ใช้พลังกันเต็มสูบกับกิจกรรมการฝึกทหาร ที่ค่ายธนะรัชต์ เพื่อฝึกความเป็นผู้นำ ทดสอบความแข็งแรงทั้งกายและใจ กับสถานีต่างๆ ได้แก่ ปีนกำแพง 6 ฟุต, สะพานลอย, อกไก่, กำแพง 6 ฟุต, กำแพง 10 ฟุต, ชิงช้าข้ามคู 10 เมตร, สะพานซุง, คูกระโดด บางสถานีที่ต้องใช้ความสามัคคีช่วยเหลือกันเพื่อให้ผ่านไปได้ ก็จะมีคนที่หน่วยก้านแข็งแรงกว่าเพื่อน อย่าง เจพี, โรจน์ และ ไผ่ คอยส่งเพื่อนๆ ให้ข้ามไปก่อน ทำให้ผ่านด่านไปได้สำเร็จ แต่ด่านที่ทำเอาหนุ่มๆ หลายคนแข้งขาสั่นไม่น้อยคือ การปีนหน้าผาจำลอง สูง 34 ฟุต, เลื่อนบก สูง 30 ฟุต และ สถานีสุดท้ายคือ การฝึกกระโดดร่มภาคพื้นดิน บนหอสูง 34 ฟุต ที่สูงและหวาดเสียวจนบางคนถึงกับพูดออกมาดังๆ ว่ากลัว ทำให้เพื่อนที่รออยู่ข้างล่างแซวกันยกใหญ่

การมาใช้ชีวิตง่ายๆ ลุยๆ ในบูธ แคมป์ ครั้งนี้ ทำให้เห็นความเป็นตัวเองในอีกแง่มุมหนึ่งของ 12 หนุ่มจากเวที Men’s Health Guys’ Challenge 2012 ซึ่งมีทั้งความสนุกสนาน เฮฮา และรั่ว พอๆ กับความเป็นหนุ่มหล่อ สุขภาพดี เรียกว่ามีครบรสกันเลย แต่หนุ่มคนใดจะก้าวขึ้นสู่บัลลังก์สุภาพบุรุษสุดเพอร์เฟคท์คนต่อไป โปรดติดตามผลการตัดสินได้ ในวันที่ 19 ตุลาคม ศกนี้